รายงานข่าวพลังงานจีน (China Weekly) ประจำสัปดาห์ 27-Jun-2026 ถึง 03-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : State Grid Corporation of China (SGCC) เผยแพร่รายงานการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานใหม่ ฉบับปี 2026 สะท้อนผลสำเร็จและทิศทางในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15
รายละเอียด:
- บริษัท State Grid Corporation of China (SGCC) ได้เผยแพร่รายงาน “การบริการเพื่อการพัฒนาพลังงานใหม่ ฉบับปี 2026” ซึ่งสรุปผลการดำเนินงานในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (2021-2025) และนำเสนอแผนการดำเนินงานในอนาคต
- ในช่วงแผนฯ ฉบับที่ 14 พลังงานใหม่ (ลมและแสงอาทิตย์) ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับหนึ่งในพื้นที่ดำเนินงานของ SGCC อย่างเป็นทางการ โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งสะสมสูงถึง 1.46 พันล้านกิโลวัตต์ (1,460 GW) หรือเกือบ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
- ปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานใหม่ในตลาดไฟฟ้าทะลุ 1 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) เป็นครั้งแรกในปี 2025 คิดเป็นสัดส่วน 58% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานใหม่ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 24% ในช่วงปลายแผนฯ ฉบับที่ 13
- SGCC ได้ลงทุนก่อสร้างโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพิเศษ (UHV) หลายโครงการ เช่น Longdong–Shandong, Ningxia–Hunan เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งไฟฟ้าข้ามมณฑลและภูมิภาคเป็น 370 GW รวมถึงเร่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Hydro) และระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบใหม่ (New-type Energy Storage) ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งถึง 100 GW
ผลกระทบ:
การที่พลังงานใหม่กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับหนึ่งของ SGCC สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าจีนอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ภายใต้เป้าหมาย Dual Carbon การเติบโตของปริมาณการซื้อขายในตลาดแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของการปฏิรูปตลาดไฟฟ้า ซึ่งกลไกตลาดเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น การลงทุนในสายส่ง UHV และระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ “ระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต” (New Power System) เพื่อแก้ปัญหาความไม่เสถียรของพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวทางที่จีนมุ่งมั่นดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงขึ้นในอนาคต แผนการดำเนินงานในอนาคตของ SGCC จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานของจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะมุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างการพัฒนาพลังงานใหม่ การสร้างโครงข่ายที่ชาญฉลาดและยืดหยุ่น และการปฏิรูปตลาดไฟฟ้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ที่มา: China Energy News Network (CPNN), 2 กรกฎาคม 2026
ประเด็นข่าวที่ 2 : จีนบังคับใช้ “เกณฑ์ขั้นต่ำ” การใช้พลังงานหมุนเวียน สร้างแรงขับเคลื่อนจากฝั่งผู้ใช้เพื่อแก้ปัญหาการผลิตล้นตลาด
รายละเอียด:
- คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) และการไฟฟ้าแห่งชาติ (NEA) ได้ร่วมกันออก “มาตรการดำเนินการระบบเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนขั้นต่ำและภาระความรับผิดชอบในการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน” ซึ่งเป็นการสร้างกลไกบังคับการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นครั้งแรก
- นโยบายใหม่นี้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการผลักดันจากฝั่งผู้ผลิต (Supply-Side Push) ไปสู่การดึงจากฝั่งผู้บริโภค (Demand-Side Pull) โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐบาลท้องถิ่นและภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงต้องมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
- อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ถูกบังคับใช้กฎเกณฑ์นี้ได้แก่ อุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น อะลูมิเนียมหลอม, เหล็ก, ซีเมนต์, โพลีซิลิคอน รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามโควต้าการใช้พลังงานสะอาดอย่างเคร่งครัด
- มาตรการนี้ครอบคลุมการใช้พลังงานหมุนเวียนในทุกรูปแบบ ไม่จำกัดแค่ไฟฟ้า (Electricity) แต่ยังรวมถึงการใช้ในรูปแบบที่ไม่ใช่ไฟฟ้า (Non-electric) เช่น ความร้อน, ไฮโดรเจนสีเขียว และเชื้อเพลิงชีวภาพเหลว ซึ่งจะถูกนำมาคำนวณในระบบการประเมินผลด้วย
ผลกระทบ:
นโยบายนี้ถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ที่จะสร้างอุปสงค์ภาคบังคับ (Mandatory Demand) ให้กับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหากำลังการผลิตล้นเกิน (Overcapacity) และอัตราการละทิ้งพลังงาน (Curtailment) ในบางพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนจากการเน้น “ผลิตให้ได้” ไปสู่การ “ต้องใช้ให้ได้” อุตสาหกรรมหนักและศูนย์ข้อมูลจะถูกบีบให้ต้องปรับตัวเชิงลึกสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว ทั้งผ่านการจัดซื้อไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (PPA), การลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบกระจายตัว (Distributed PV) หรือการซื้อใบรับรองพลังงานสีเขียว (Green Certificates) เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งจะผลักดันให้ต้นทุนด้านคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง ตลาดที่ไม่ใช่ไฟฟ้า เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว, แอมโมเนียสีเขียว และเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (SAF) จะได้รับอานิสงส์โดยตรง เนื่องจากนโยบายนี้สร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมนำพลังงานหมุนเวียนไปใช้ในกระบวนการผลิตอื่นๆ นอกเหนือจากการใช้เป็นไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้
ที่มา: Economic Daily, 2 กรกฎาคม 2026
ประเด็นข่าวที่ 3 : รัฐบาลจีนประกาศแผนการลงทุนกว่า 20 ล้านล้านหยวนในภาคพลังงาน ภายใต้แผนพัฒนาระบบพลังงานแห่งอนาคต ฉบับที่ 15
รายละเอียด:
- คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) และการไฟฟ้าแห่งชาติ (NEA) ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “แผนการก่อสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคต ฉบับที่ 15” (新型能源体系建设“十五五”规划) ซึ่งกำหนดทิศทางการพัฒนาพลังงานของจีนในช่วงปี 2026-2030
- แผนดังกล่าวคาดการณ์การลงทุนในโครงการพลังงานสำคัญและธุรกิจเกิดใหม่จะมีมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านล้านหยวนในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายหลักภายในปี 2030 คือการสร้างระบบพลังงานที่สะอาด คาร์บอนต่ำ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
- เป้าหมายเชิงปริมาณที่สำคัญภายในปี 2030 ประกอบด้วย: สัดส่วนกำลังการผลิตติดตั้งของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ต้องเกิน 50% ของทั้งหมด, สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิลต้องสูงถึง 50% และกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมทั้งประเทศจะสูงถึง 5.4 พันล้านกิโลวัตต์ (5,400 GW)
- การลงทุนจะมุ่งเน้นใน 3 ส่วนหลัก: 1) การเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (เช่น น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน) 2) การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว (เช่น ฐานพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์, การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นกว่า 30%) และ 3) การส่งเสริมผลิตภาพใหม่ (New Quality Productive Forces) เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว แอมโมเนีย เมทานอล และการเชื่อมโยงระหว่างพลังงานและศูนย์ข้อมูล (算电协同)
ผลกระทบ:
การประกาศแผนการลงทุนมหาศาลนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจีนยังคงมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ละทิ้งความมั่นคงทางพลังงานจากแหล่งพลังงานดั้งเดิม สะท้อนแนวคิด “สร้างของใหม่ก่อนทิ้งของเก่า” (先立后破) ที่ชัดเจน เป้าหมายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่สูงถึง 50% ทั้งในมิติกำลังการผลิตและการผลิตไฟฟ้าจริงภายในปี 2030 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง และจะขับเคลื่อนการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบกักเก็บพลังงาน และโรงไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น (Flexible Power Plants) อย่างมหาศาล เพื่อรองรับความผันผวนของระบบ การระบุ “การเชื่อมโยงระหว่างพลังงานและศูนย์ข้อมูล” และ “ไฮโดรเจนสีเขียว” เป็นธุรกิจเกิดใหม่ที่ต้องส่งเสริม สะท้อนว่าจีนมองเห็นโอกาสในการใช้ศูนย์ข้อมูลเป็นโหลดที่ยืดหยุ่น (Flexible Load) และใช้ไฮโดรเจนเป็นกลไกในการกักเก็บและใช้พลังงานสะอาดส่วนเกิน ซึ่งจะเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ในระบบนิเวศพลังงาน
ที่มา: China Energy News (CPNN) / People’s Daily, 29-30 มิถุนายน 2026
ประเด็นข่าวที่ 4 : China Huaneng เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูง 650°C ตอกย้ำบทบาทโรงไฟฟ้าถ่านหินยุคใหม่ในฐานะแหล่งพลังงานเสริมความมั่นคง
รายละเอียด:
- บริษัท China Huaneng Group กำลังผลักดันโครงการสาธิตโรงไฟฟ้าถ่านหินอุณหภูมิ 650°C แห่งแรกของโลก ณ โรงไฟฟ้า玉环 (Yuhuan) โดยโครงการนี้ถือเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินยุคใหม่ (New Generation Coal Power) ที่มีประสิทธิภาพสูงและใช้เชื้อเพลิงต่ำ
- เทคโนโลยีนี้ใช้โลหะผสมทนความร้อนสูง (High-temperature Alloy) ที่จีนพัฒนาขึ้นเองในชื่อรหัส HT700 ซึ่งสามารถทนอุณหภูมิไอน้ำหลักและไอน้ำร้อนซ้ำได้สูงถึง 650°C และความดัน 35 MPa ซึ่งเป็นพารามิเตอร์สูงสุดของโรงไฟฟ้าถ่านหินในปัจจุบัน
- โรงไฟฟ้าเทคโนโลยีใหม่นี้คาดว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 5% เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าเดิม ทำให้อัตราการใช้ถ่านหินลดลงต่ำกว่า 254 กรัมต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (g/kWh) ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในโลกสำหรับโรงไฟฟ้าแบบ Reheat และมีประสิทธิภาพเชิงความร้อนรวมสูงถึง 50.1%
ผลกระทบ:
การพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหิน Ultra-Supercritical (USC) ที่อุณหภูมิสูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “ถ่านหินสะอาดและมีประสิทธิภาพ” ของจีน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาทของโรงไฟฟ้าถ่านหินจากแหล่งพลังงานหลัก (Baseload) ไปสู่แหล่งพลังงานที่ให้ความยืดหยุ่นและสนับสนุนความมั่นคง (Flexible & Supporting Power Source) ในระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนสัดส่วนสูง แม้จีนจะขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว แต่การลงทุนในเทคโนโลยีถ่านหินขั้นสูงยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟฟ้ามีความน่าเชื่อถือและสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตได้เต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ “สร้างของใหม่ก่อนทิ้งของเก่า” การที่จีนสามารถพัฒนาและผลิตโลหะผสม HT700 ได้เอง สะท้อนถึงความพยายามในการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดและเป็นอุปสรรคทางเทคนิคของการสร้างโรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง การพึ่งพาตนเองได้นี้จะช่วยลดต้นทุนและเสริมสร้างความมั่นคงในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าของจีน
ที่มา: China Energy News Network (CPNN), 2 กรกฎาคม 2026
ประเด็นข่าวที่ 5 : จีนประกาศใช้มาตรฐานแห่งชาติภาคบังคับด้านการใช้พลังงานและประสิทธิภาพสำหรับอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว
รายละเอียด:
- กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ได้ประกาศใช้มาตรฐานแห่งชาติภาคบังคับ (National Standards) 3 ฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ในอุตสาหกรรมการผลิตโซลาร์เซลล์ (PV)
- มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ ตั้งแต่โพลีซิลิคอน, ซิลิคอนเวเฟอร์, แผงโซลาร์เซลล์ ไปจนถึงอินเวอร์เตอร์ โดยกำหนดเกณฑ์การใช้พลังงานขั้นต่ำที่เข้มงวดสำหรับแต่ละกระบวนการผลิต
- เป้าหมายหลักคือการสร้างข้อจำกัดที่ชัดเจนเพื่อควบคุมและคัดกรองกำลังการผลิตที่ด้อยประสิทธิภาพและใช้พลังงานสูงออกจากตลาด และส่งเสริมให้เกิดการยกระดับเทคโนโลยีและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบ:
การออกกฎเกณฑ์ภาคบังคับนี้เป็นการยกระดับ “ประตูทางเข้า” (Entry Barrier) ของอุตสาหกรรม PV ในจีน จะทำให้ผู้ผลิตที่มีเทคโนโลยีล้าสมัยและกระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานสูงต้องปรับปรุงหรือออกจากตลาดไป ส่งผลให้เกิดการควบรวมและยกระดับอุตสาหกรรมโดยรวม นำไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพและนวัตกรรมแทนที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว มาตรฐานนี้จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม PV ของจีนในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่มีความอ่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมสูงอย่างยุโรป การมีมาตรฐานการผลิตที่ “เขียว” ยิ่งขึ้นจะช่วยลดข้อพิพาททางการค้าที่เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ การกำหนดมาตรฐานการใช้พลังงานตลอดห่วงโซ่การผลิตเป็นการตอกย้ำแนวคิดว่า “พลังงานสีเขียวต้องมาจากกระบวนการผลิตที่เขียว” ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของจีนอย่างแท้จริง
ที่มา: CCTV News / China Energy News Network (CPNN), 2 กรกฎาคม 2026
ประเด็นข่าวที่ 6 : จีนบังคับใช้มาตรฐานแห่งชาติฉบับใหม่สำหรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยกระดับความปลอดภัยสู่มาตรฐาน “ไม่เกิดไฟไหม้ ไม่ระเบิด”
รายละเอียด:
- มาตรฐานแห่งชาติภาคบังคับสำหรับแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่ (GB 38031-2025) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ซึ่งยกระดับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่อย่างมีนัยสำคัญ
- การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือข้อกำหนดในการทดสอบการลุกลามของความร้อน (Thermal Runaway Test) จากเดิมที่กำหนดให้ระบบต้องแจ้งเตือนล่วงหน้า 5 นาทีก่อนเกิดไฟไหม้หรือระเบิด เปลี่ยนเป็น “แบตเตอรี่ต้องไม่เกิดไฟไหม้และไม่ระเบิด” แม้เซลล์ภายในจะเกิดการลุกลามของความร้อนแล้วก็ตาม
- มาตรฐานใหม่ยังได้เพิ่มการทดสอบการกระแทกจากด้านล่าง (Bottom Impact Test) เพื่อจำลองสถานการณ์ที่รถยนต์อาจครูดหรือกระแทกกับวัตถุบนพื้นถนน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่พบบ่อยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งแบตเตอรี่ไว้ใต้ท้องรถ
- นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มข้อกำหนดการทดสอบความปลอดภัยหลังการชาร์จเร็วซ้ำๆ (Fast Charging Cycle Safety Test) เพื่อให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ยังคงปลอดภัยแม้จะผ่านการชาร์จเร็วหลายร้อยครั้ง
ผลกระทบ:
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยนี้เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตต่อไป มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นจะบีบให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่และผู้ผลิตรถยนต์ต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบจัดการความร้อน, วัสดุเซลล์ที่เสถียรขึ้น และระบบตรวจจับความผิดปกติที่แม่นยำขึ้น มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการใช้งานเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) ในวงกว้างในอนาคต การที่แบตเตอรี่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยต่ำลง จะทำให้การเชื่อมต่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับระบบไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น กฎเกณฑ์ใหม่นี้จะเร่งให้เกิดการคัดกรองในอุตสาหกรรม โดยผู้ผลิตที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ได้จะถูกบังคับให้ออกจากตลาด ส่งผลดีต่อการยกระดับคุณภาพและเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และ EV ของจีนโดยรวม
ที่มา: Central Radio and Television / Xinhua, 2 กรกฎาคม 2026
ประเด็นข่าวที่ 7 : การไฟฟ้าแห่งชาติ (NEA) ประกาศใช้แนวทางการจำแนกและจัดระดับข้อมูลภาคพลังงาน สร้างรากฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และการใช้ประโยชน์จากข้อมูล
รายละเอียด:
- การไฟฟ้าแห่งชาติ (NEA) ได้เผยแพร่ “แนวทางการจำแนกและจัดระดับข้อมูลภาคพลังงาน (ฉบับปี 2026)” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เพื่อสร้างกรอบการบริหารจัดการข้อมูลในอุตสาหกรรมพลังงานอย่างเป็นระบบ
- แนวทางดังกล่าวได้จำแนกข้อมูลภาคพลังงานออกเป็น 3 ระดับความสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป (General), ข้อมูลสำคัญ (Important), และข้อมูลแกนหลัก (Core) โดยพิจารณาจากความสำคัญ, ความแม่นยำ, ขนาด และระดับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
- ข้อมูลที่ถูกจัดเป็น “ข้อมูลสำคัญ” (Important Data) เช่น ข้อมูลพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่มีความแม่นยำสูงของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ (โรงไฟฟ้าถ่านหิน >3 GW, โรงไฟฟ้าพลังน้ำ >1.2 GW, สถานีไฟฟ้าแรงสูง >750 kV), และข้อมูลการใช้ไฟฟ้าดิบของผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญระดับพิเศษ หรือผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวน 10 ล้านรายขึ้นไป
- ข้อมูลที่ถูกจัดเป็น “ข้อมูลแกนหลัก” (Core Data) ซึ่งเป็นระดับสูงสุด คือข้อมูลการใช้ไฟฟ้าดิบต่อเนื่อง 1 ปีขึ้นไปของผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญระดับพิเศษ หรือข้อมูลการใช้ไฟฟ้าดิบของผู้ใช้ไฟฟ้า 100 ล้านรายขึ้นไป
ผลกระทบ:
การออกแนวทางนี้เป็นขั้นตอนพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคพลังงาน เพราะเป็นการสร้าง “ภาษากลาง” ในการระบุความอ่อนไหวและความสำคัญของข้อมูล ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง การจำแนกข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยปลดล็อกการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ (Data Assetization) และการสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะการสร้าง “พื้นที่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Data Space) ซึ่งจะเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยยังคงรักษาความปลอดภัยของข้อมูลแกนหลักไว้ได้ เช่น การใช้ข้อมูลเพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า หรือการพัฒนารูปแบบตลาดไฟฟ้าใหม่ๆ การกำหนดให้ข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเป็นข้อมูลระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐของจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความมั่นคงของประเทศที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมได้
ที่มา: National Energy Administration (NEA), 1 กรกฎาคม 2026
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- China Southern Power Grid (CSG) จัดสัมมนาส่งเสริมการพัฒนาที่ประสานกันของ “หกโครงข่าย” (六网) ซึ่งเป็นแนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ที่มุ่งบูรณาการโครงข่ายไฟฟ้าเข้ากับโครงข่ายคมนาคม, ข้อมูลสารสนเทศ และอื่นๆ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในระดับภาพรวม
- นครหลานโจวสร้าง “เขตสาธิตโครงข่ายไฟฟ้าจำหน่ายแบบฟื้นฟูตัวเอง” (Self-healing Distribution Network) ในพื้นที่ใจกลางเมืองสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสามารถระบุและแก้ไขข้อผิดพลาดในระบบได้เองภายในไม่กี่วินาที เพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าในเมืองอย่างมาก
- บริษัท China Three Gorges Group (CTG) เริ่มการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับขนาดใหญ่ ณ เมืองต้าป่านเฉิง ในเขตซินเจียง กำลังการผลิตติดตั้ง 1,400 เมกะวัตต์ ด้วยงบลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านหยวน เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้าในภูมิภาค
- ศูนย์ซื้อขายไฟฟ้าปักกิ่ง (Beijing Power Exchange Center) รายงานปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามมณฑลในเดือนมิถุนายน 2026 รวม 3.1 หมื่นล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) โดยในจำนวนนี้เป็นธุรกรรมไฟฟ้าสีเขียว (Green Power) ถึง 3.25 พันล้าน kWh สะท้อนการเติบโตของตลาดไฟฟ้า
- เรือบรรทุกสินค้าเทกองพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ลำแรกของโลก “Gezhouba” ซึ่งติดตั้งแบตเตอรี่รวม 24,000 kWh ได้เสร็จสิ้นการทดสอบการเดินเรืออัจฉริยะในแม่น้ำแยงซี สามารถเดินทางได้ 500 กม. ต่อการเปลี่ยนแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง