รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 15 มิถุนายน 2569 – 21 มิถุนายน 2569
บทสรุปผู้บริหาร
- กระทรวงพลังงานชะลอการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้าสำหรับภาคครัวเรือน โดยคงอัตราเฉลี่ยรอบเดือนกรกฎาคม 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย และเตรียมเสนอให้ใช้รายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาอุดหนุนกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก
- รัฐบาลเตรียมพิจารณากำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่ (ประเภทที่ 9) สำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ เพื่อป้องกันการแย่งชิงทรัพยากรไฟฟ้าและผลักภาระต้นทุนก๊าซนำเข้า LNG ราคาแพงไปสู่โครงสร้างค่าไฟฟ้าของประชาชน
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประกาศปรับลดอัตราค่าบริการติดตั้งมิเตอร์ตามช่วงเวลาของการใช้ (TOU) อัตราใหม่ เริ่มต้นที่ 3,300 บาท โดยมีผลย้อนหลัง เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หันมาชาร์จไฟในช่วง Off-Peak ซึ่งจะช่วยลดภาระโหลดไฟฟ้าของประเทศ
- การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ดำเนินการตัดกระแสไฟฟ้าชั่วคราวอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อบำรุงรักษาระบบและเร่งรัดโครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าจากระบบอากาศเป็นระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน สร้างความมั่นคงของโครงข่ายเมืองหลวง
- คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ 2,150 ล้านบาท ให้ กฟผ. ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนตากและมุกดาหาร ภายในระยะเวลา 4 ปี เพื่อรองรับการลงทุนและการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
- ทิศทางราคาพลังงานโลกเริ่มผ่อนคลายในระยะสั้น จากข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ช่วยปลดล็อกการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยมีสภาพคล่องดีขึ้น และราคาขายปลีกในประเทศสามารถปรับลดลงเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ
- แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะผ่อนคลาย แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอาจยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งแตะร้อยละ 4.8 และส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง
- การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล หากไม่มีการขยายจุดชาร์จและระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่เพียงพอ อาจเกิดความเสี่ยงต่อความเสถียรของระบบจำหน่ายไฟฟ้า
- มาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลทวีความเข้มงวดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น มาตรฐาน SBTi 2.0 ที่บังคับให้ภาคธุรกิจต้องจับคู่การใช้พลังงานสะอาดแบบรายชั่วโมง (Hourly Matching) ปัจจัยนี้จะกดดันให้ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเร่งพัฒนากลไกการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเสรีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออก
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
-
กระทรวงพลังงาน นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
มีบทบาทหลักในการควบคุมทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน และเตรียมรื้อสัญญารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ให้เป็นระบบ FIT เพื่อลดต้นทุนแฝงในระบบไฟฟ้าของประเทศ
-
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
เดินหน้าดึงโครงการ EEC กลับมากำกับดูแลเอง พร้อมตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ เพื่อดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะกระตุ้นความต้องการพลังงานสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ
-
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดยนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล
แสดงจุดยืนเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการพยุงราคาพลังงานภาคขนส่ง หลังดัชนีความเชื่อมั่นร่วงต่ำสุดในรอบ 4 ปี พร้อมเสนอให้ศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อความมั่นคงระยะยาว
-
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับขีดจำกัดของโครงการโซลาร์รูฟท็อปที่ขาดความพร้อมของระบบสายส่ง และเร่งรัดให้ภาครัฐยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่ EV เพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบ
-
ภาคประชาสังคม นำโดยมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)
ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความห่วงกังวลต่อนโยบายศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการแย่งชิงทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ากับประชาชนในพื้นที่
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
- ประชาชนและภาคประชาสังคมควรติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งอัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ว่าเมื่อประกาศใช้แล้วจะสามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และช่วยป้องกันการผลักภาระค่าก๊าซธรรมชาติมาสู่บิลค่าไฟของภาคครัวเรือนได้ตามเป้าหมายหรือไม่
- ควรจับตาการปรับปรุงโครงสร้างสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน และความโปร่งใสของการดำเนินโครงการโซลาร์ชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดสรรประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนมีความเป็นธรรม เข้าถึงง่าย และไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว
- ติดตามการปลดล็อกกฎระเบียบการเปิดระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้บุคคลที่สามเข้าใช้งาน (Third-Party Access) และกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ภาคประชาชนและธุรกิจรายย่อยสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในราคาที่เหมาะสม
- เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงด้านระบบไฟฟ้าขัดข้อง เนื่องจากนักวิชาการคาดการณ์สภาพอากาศที่แปรปรวนและวิกฤตซุปเปอร์เอลนีโญในปี 2570 อาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงจนเกินขีดความสามารถของระบบโครงข่ายในบางพื้นที่
- ควรให้ความสำคัญและติดตามนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการกำจัดซากขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งาน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ภายในที่พักอาศัย