รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศทวีปออสเตรเลีย (Australia Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 13-Jun-2026 ถึง 19-Jun-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ความท้าทายด้านพลังงานจาก Data Center ที่กำลังเติบโตในออสเตรเลีย: ข้อกังวลด้านความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและนโยบายกำกับดูแล
รายละเอียด:
- ออสเตรเลียกำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญระดับโลกสำหรับการลงทุนสร้าง Data Center โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจัยที่ดึงดูดการลงทุนได้แก่ ที่ดินที่กว้างขวาง ศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน และเสถียรภาพด้านกฎระเบียบ การลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 460 ล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2566 เป็น 6.8 พันล้านดอลลาร์ในปี พ.ศ. 2569
- Australian Energy Market Operator (AEMO) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center อาจเพิ่มขึ้นจาก 2% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในปัจจุบัน เป็น 6% ภายในปี พ.ศ. 2573 และอาจสูงถึง 12% ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าและความมั่นคงด้านพลังงาน
- รัฐบาลกลางนำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Chris Bowen ได้กำหนดความคาดหวังให้ผู้พัฒนา Data Center ต้องลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานเพิ่มเติม (Additionality) เพื่อชดเชยการใช้พลังงานของตนเอง และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสายส่งไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง
- บทวิเคราะห์จากบริษัท XDI พบว่าศูนย์ข้อมูลที่วางแผนจะสร้างขึ้นใหม่หลายแห่งทั่วโลก รวมถึงในออสเตรเลีย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น อุทกภัย ไฟป่า และความร้อนจัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ผลกระทบ:
– การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Data Center ขนาดใหญ่ (Hyperscale) กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญด้านนโยบายพลังงานของออสเตรเลีย ข้อกำหนดที่ให้ผู้ประกอบการต้องจัดหาพลังงานสะอาดเพิ่มเติม (Bring Your Own Renewables) ถือเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ภาระด้านต้นทุนโครงข่ายไฟฟ้าถูกผลักมาสู่ผู้บริโภคทั่วไป และเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ยังเป็นเพียงข้อคาดหวังและยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจน
– นโยบายดังกล่าวสะท้อนถึงรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (Large Load) และระบบไฟฟ้า โดยเปลี่ยนจากผู้บริโภค (Consumer) ไปสู่ผู้ที่มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของระบบ (System Participant) ซึ่งอาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่น ๆ นำไปปรับใช้ในการจัดการกับโหลดขนาดใหญ่จากอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น AI หรือ Green Hydrogen
– ความเสี่ยงด้านกายภาพจากสภาพภูมิอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวางแผนพัฒนา ซึ่งนอกจากการออกแบบที่ทนทานแล้ว การวางผังเมืองและผังพลังงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Planning) เพื่อระบุพื้นที่ที่เหมาะสมล่วงหน้า เช่นเดียวกับเขตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Zones) จะช่วยลดความเสี่ยงและเร่งกระบวนการอนุมัติโครงการให้เร็วขึ้นได้
ที่มา: ABC News และ PV Magazine Australia วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : รายงานผลการตรวจสอบโครงการ Snowy 2.0 ชี้ข้อบกพร่องด้านการบริหารจัดการและความไม่แน่นอนในการแล้วเสร็จ
รายละเอียด:
- สำนักงานการตรวจสอบแห่งชาติของออสเตรเลีย (Australian National Audit Office – ANAO) ได้เผยแพร่รายงานผลการตรวจสอบโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ Snowy 2.0 ซึ่งเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยพบว่ายังคงมีข้อบกพร่องที่สำคัญในการบริหารจัดการโครงการ แม้ว่าจะมีการปรับโครงสร้างสัญญาใหม่ (Reset) ในปี พ.ศ. 2566 แล้วก็ตาม
- รายงานระบุว่า Snowy Hydro ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการ ยังขาดระบบที่เชื่อถือได้ในการติดตามต้นทุนในอนาคตและยังไม่สามารถตกลงกำหนดการพื้นฐาน (Baseline Schedule) ของโครงการให้แล้วเสร็จได้ ทำให้ผู้ตรวจสอบไม่สามารถประเมินความคืบหน้าและกำหนดเวลาที่แน่นอนได้
- นอกจากนี้ ANAO ยังพบว่า Snowy Hydro ขาดประสิทธิภาพในการกำกับดูแลให้ผู้รับเหมา (Future Generation Joint Venture) ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยกรอบการให้สิ่งจูงใจเพื่อกระตุ้นให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายนั้นไม่ทำงานตามที่ออกแบบไว้ และยังขาดการเข้าถึงข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อใช้ในการติดตามโครงการ
ผลกระทบ:
– ความล่าช้าและต้นทุนที่บานปลายของโครงการ Snowy 2.0 (จากประมาณการเดิม 2 พันล้านดอลลาร์เป็น 12 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก) สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ (Mega Projects) ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่กำลังวางแผนโครงการลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นการกำกับดูแลสัญญา การประเมินความเสี่ยง และความโปร่งใส
– โครงการ Snowy 2.0 มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของออสเตรเลียในฐานะแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (2,200 เมกะวัตต์) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ความไม่แน่นอนของโครงการนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและแผนการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินในตลาดพลังงานแห่งชาติ (NEM)
– กรณีนี้ยังก่อให้เกิดการถกเถียงทางการเมืองระหว่างรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลชุดก่อนหน้า เกี่ยวกับการจัดการโครงการที่ผิดพลาด ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการภาครัฐที่ดีและความรับผิดชอบ (Accountability) ในโครงการที่ใช้เงินทุนสาธารณะขนาดใหญ่
ที่มา: ABC News วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : ออสเตรเลียอนุมัติโครงการทดลอง Demand Response สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ คาดปลดล็อกความยืดหยุ่นในระบบได้กว่า 1 GW
รายละเอียด:
- หน่วยงานกำกับดูแลพลังงานของออสเตรเลีย (Australian Energy Regulator – AER) ได้อนุมัติโครงการทดลองระยะเวลา 5 ปี ให้กับบริษัทจัดการพลังงาน Enel X และ Viotas เพื่อทดสอบการให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีจุดเชื่อมต่อไฟฟ้าหลายจุด (Multiple Grid Connection Points) สามารถเข้าร่วมในกลไกการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) ได้
- ปัจจุบัน กฎระเบียบของตลาดไฟฟ้ายังไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้เข้าร่วม เนื่องจากความซับซ้อนในการวัดผลการลดการใช้ไฟฟ้าที่แท้จริง และเพื่อป้องกันการโยกย้ายโหลดระหว่างจุดเชื่อมต่อเพื่อรับผลประโยชน์โดยที่ไม่ได้ลดการใช้ไฟฟ้าจริง โครงการทดลองนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางแก้ไขและสร้างกรณีศึกษาเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอย่างถาวร
- Enel X คาดการณ์ว่ามีศักยภาพของ Demand Response ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในออสเตรเลียอยู่อย่างน้อย 1 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ท่าเรือ ศูนย์โลจิสติกส์ และ Data Center ที่มีลักษณะการเชื่อมต่อไฟฟ้าที่ซับซ้อน
ผลกระทบ:
– การปลดล็อกให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถเข้าร่วมตลาด Demand Response ได้ จะเป็นการเพิ่มทรัพยากรความยืดหยุ่น (Flexibility) ให้กับระบบไฟฟ้าอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าสำรอง (Peaking Power Plant) ที่มีต้นทุนสูง
– บทเรียนจากโครงการทดลองนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการออกแบบตลาดไฟฟ้าในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างกลไกที่จูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น Data Center หรือโรงงานผลิตไฮโดรเจน สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้า แทนที่จะเป็นเพียงภาระของระบบแต่เพียงอย่างเดียว
– ความสำเร็จของโครงการนี้จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของตลาดพลังงาน (Market Rules) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา: RenewEconomy วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียอนุมัติแผนพัฒนาโครงการแบตเตอรี่ BESS ขนาดใหญ่ 800 MW / 4,800 MWh
รายละเอียด:
- บริษัท BLT Energy ได้รับอนุมัติการพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่ที่สุดในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (WA) ภายใต้ชื่อโครงการ Red Gully โดยมีกำลังการผลิตติดตั้ง 800 เมกะวัตต์ และความจุ 4,800 เมกะวัตต์-ชั่วโมง (ระยะเวลา 6 ชั่วโมง)
- โครงการนี้จะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีไฟฟ้า Regans Terminal ของ Western Power ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านระบบส่งของรัฐ โดยในเฟสแรกจะมีการติดตั้งขนาด 400 MW / 2,400 MWh เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ South West Interconnected System (SWIS)
- โครงการ Red Gully มีกำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2570 และจะช่วยสนับสนุนโครงการยกระดับโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า Clean Energy Link – North ของรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
ผลกระทบ:
– การอนุมัติโครงการ BESS ขนาดมหึมานี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานที่มีระยะเวลากักเก็บยาวนานขึ้น (Long Duration Storage) จากเดิมที่ส่วนใหญ่มีระยะเวลา 1-2 ชั่วโมง ไปสู่ 4-6 ชั่วโมง เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีปริมาณสูงและมีความผันผวนในแต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
– โครงการนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า SWIS ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าแบบโดดเดี่ยว (Isolated Grid) ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงมากเข้ากับระบบไฟฟ้า โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น
– การพัฒนา BESS ขนาดใหญ่ควบคู่ไปกับการขยายโครงข่ายสายส่ง เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเชิงระบบ (System-level Planning) ของรัฐเวสเทิร์นออสเอตรเลีย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ต้องการพลังงานสะอาดปริมาณมาก
ที่มา: PV Magazine Australia วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : Jemena ติดตั้งแบตเตอรี่ชุมชน (Community Batteries) 4 แห่งในรัฐวิกตอเรียเสร็จสมบูรณ์ ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง
รายละเอียด:
- บริษัท Jemena ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโครงข่ายพลังงาน ได้ติดตั้งแบตเตอรี่ชุมชน 4 แห่งในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของเมลเบิร์น รัฐวิกตอเรียเสร็จสิ้นแล้ว โดยใช้งบประมาณรวม 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงการ Community Batteries for Household Solar (CBHS) ของรัฐบาลกลาง
- แบตเตอรี่แต่ละแห่งได้รับการสนับสนุนเงินทุน 500,000 ดอลลาร์ ถูกติดตั้งในย่าน Alphington, Bellfield, Coburg และ Flemington ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยบริหารจัดการพลังงานส่วนเกินและเสริมความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าในระดับท้องถิ่น
- Origin Energy ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านค้าปลีกของ Jemena จะเป็นผู้บริหารจัดการแบตเตอรี่ผ่านระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant – VPP) ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจในพื้นที่สามารถเข้าถึงพลังงานที่กักเก็บไว้ได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องเปลี่ยนผู้ค้าปลีกไฟฟ้า
ผลกระทบ:
– โมเดลแบตเตอรี่ชุมชนเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานที่ผลิตจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resources – DER) โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์บนหลังคา ซึ่งกำลังเป็นความท้าทายหลักของบริษัทสาธารณูปโภคทั่วโลก การติดตั้งแบตเตอรี่ในระดับโครงข่ายจำหน่าย (Distribution Network) ช่วยแก้ปัญหาแรงดันไฟฟ้าและลดความแออัดของสายส่งได้
– โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ (ให้เงินสนับสนุน) ผู้ประกอบการโครงข่าย (Network Operator – Jemena) และผู้ค้าปลีกไฟฟ้า (Retailer – Origin) ในการสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับสินทรัพย์ด้านการกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้าในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
– Jemena คาดการณ์ว่าจำนวนลูกค้าที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาในโครงข่ายของตนจะเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 40% ในอีก 10 ปีข้างหน้า การลงทุนในแบตเตอรี่ชุมชนจึงเป็นการเตรียมความพร้อมของโครงข่ายเพื่อรองรับอนาคตและหลีกเลี่ยงการลงทุนอัปเกรดสายส่งที่มีต้นทุนสูงกว่า
ที่มา: PV Magazine Australia วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : บทวิเคราะห์ชี้โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มเผชิญค่าปรับด้านความถี่ (Frequency) หลายล้านดอลลาร์ แต่เป็นสัญญาณการทำงานของกลไกตลาด
รายละเอียด:
- รายงานการวิเคราะห์จาก Solstice AI ระบุว่าโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในออสเตรเลียต้องจ่ายค่าปรับที่เกี่ยวข้องกับบริการควบคุมความถี่ (Frequency Performance Payments – FPP) คิดเป็นสัดส่วนถึง 32% ของค่าปรับทั้งหมดในตลาดพลังงานฝั่งตะวันออก (East Coast) ทั้งที่ผลิตไฟฟ้าเพียง 8.7% ของทั้งหมดในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 ถึงเมษายน 2567
- กลไก FPP ซึ่งเริ่มใช้โดย AEMO มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตไฟฟ้าปฏิบัติตามคำสั่งจ่ายไฟ (Dispatch Target) อย่างแม่นยำ โดยจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพความถี่ของระบบ และลงโทษผู้ที่เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมาย ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนจากสภาพอากาศ
- รายงานพบว่าโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในรัฐนิวเซาท์เวลส์มีต้นทุนค่าปรับต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงสูงสุด ขณะที่แบตเตอรี่เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ (รางวัล) จากกลไกนี้มากที่สุด ตามมาด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังน้ำ
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้สะท้อนถึงความท้าทายเชิงเทคนิคและการเงินที่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนต้องเผชิญในการดำเนินงานภายใต้กฎเกณฑ์ของตลาดไฟฟ้าที่ซับซ้อน ความแม่นยำในการพยากรณ์อากาศและการพัฒนาระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไรของโครงการ
– กลไก FPP เป็นตัวอย่างของการออกแบบตลาดที่ส่งสัญญาณราคา (Price Signal) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ BESS ซึ่งสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความถี่ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และสร้างรายได้จากบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) ได้
– แม้โซลาร์ฟาร์มจะถูกลงโทษ แต่ผู้เขียนรายงานมองว่านี่คือการทำงานตามเจตนารมณ์ของตลาด เพื่อให้ระบบโดยรวมมีเสถียรภาพและต้นทุนต่ำที่สุดในระยะยาว ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
ที่มา: RenewEconomy วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : คณะกรรมาธิการ Net Zero ของรัฐนิวเซาท์เวลส์เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำฉากทัศน์การลดคาร์บอนฉบับแรก
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการ Net Zero (Net Zero Commission) ของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) ได้ประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลจากสาธารณะ (Call for Evidence) เพื่อใช้ในการพัฒนาฉากทัศน์การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonisation Pathways) สำหรับรัฐ NSW โดยเฉพาะเป็นครั้งแรก
- การรับฟังความคิดเห็นนี้จะเปิดจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ นักวิจัย และชุมชน เพื่อให้แน่ใจว่าคำแนะนำเชิงนโยบายและการติดตามความคืบหน้าจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริงและทันสมัย
- ประเด็นหลักที่เปิดรับฟังครอบคลุมถึงอุปสรรคและโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero, การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคส่วนต่างๆ (เช่น ไฟฟ้า, ขนส่ง, อุตสาหกรรม), การพัฒนาเทคโนโลยี, และการสร้างความเป็นธรรมในการเปลี่ยนผ่าน (Just Transition) โดยเฉพาะสำหรับชุมชนพื้นเมืองและพื้นที่ชนบท
ผลกระทบ:
– การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการวางแผนนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศที่เน้นการมีส่วนร่วมและใช้ข้อมูลเป็นฐาน (Evidence-based Policy) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีในการสร้างการยอมรับและกำหนดทิศทางที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริงสำหรับเป้าหมายระยะยาว เช่น Net Zero
– ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการนี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับรัฐบาล NSW ในการกำหนดนโยบาย กลไกตลาด และการลงทุนที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานในรัฐที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย
– กระบวนการนี้ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและนักลงทุนได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับต้นทุนและอัตราการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายสนับสนุนที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเร่งการลงทุนในพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
ที่มา: PV Magazine Australia วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- ราคาใบรับรองการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ (LGCs) ในออสเตรเลียพุ่งสูงขึ้นกว่าสองเท่าในไม่กี่สัปดาห์ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอาจเกิดจากความต้องการของ Data Center หรือการเก็งกำไรในตลาด
- ความต้องการพลังงานมหาศาลจากแผนการสร้างโรงงาน AI ในรัฐแทสเมเนีย กำลังสร้างข้อกังขาต่อความคุ้มค่าทางธุรกิจของโครงการสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเล Marinus Link ที่จะเชื่อมต่อไปยังรัฐวิกตอเรีย
- รัฐบาลกลางออสเตรเลียอนุมัติเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติมแก่ศูนย์วิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ขั้นสูง (ACAP) เพื่อเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ต้นทุนต่ำพิเศษ (Ultra-low cost solar) ต่อไปอีก 6 ปี
- บริษัท Neoen Australia ประกาศลงนามในสัญญา Virtual Battery Agreement เพิ่มเติมอีก 2 ฉบับกับผู้ค้าปลีกพลังงาน สำหรับโครงการแบตเตอรี่ Western Downs ในรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
- รัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) ออกโครงการสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยมูลค่าสูงสุด 15,000 ดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาและแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน