รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 06-Jun-2026 ถึง 12-Jun-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : ฟิลิปปินส์เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค “Pax Silica” และระเบียงเศรษฐกิจลูซอน
รายละเอียด:
- โครงการ Pax Silica ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงเศรษฐกิจลูซอน (Luzon Economic Corridor – LEC) ถูกวางให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุคใหม่ของฟิลิปปินส์ ครอบคลุมพื้นที่ 1,800 เฮกตาร์ใน New Clark City เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ
- ความสำเร็จของโครงการนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นอย่างยิ่ง โดยมีความต้องการเร่งด่วนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 500 เมกะวัตต์ พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS), การเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ Clark เข้ากับโครงข่ายหลักของประเทศ, และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ผลกระทบ:
- ประเด็นนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ชัดเจนว่าการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ศูนย์ข้อมูล AI และโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลและมีเสถียรภาพสูง (High-Quality, Reliable Power) กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่บีบให้นโยบายพลังงานต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ประเทศที่ไม่สามารถจัดหาพลังงานสะอาดที่เพียงพอและมีเสถียรภาพจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
- ความท้าทายของฟิลิปปินส์ (และเป็นบทเรียนสำหรับประเทศอื่น) คือการที่ภาครัฐต้องขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและเร่งรัดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันท่วงที ซึ่งรวมถึงการปฏิรูประบบการอนุมัติโครงการ และการรับประกันความพร้อมของระบบไฟฟ้า (utility readiness) สิ่งนี้อาจนำไปสู่การพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับ Utility ที่ต้องให้บริการพลังงานแบบเบ็ดเสร็จ (one-stop service) แก่นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ที่มา:
The Philippine Star, 10 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : แผ่นดินไหวในมินดาเนาเผยความเปราะบางของระบบไฟฟ้าฟิลิปปินส์ กระทบการส่งจ่ายพลังงานระหว่างเกาะ
รายละเอียด:
- หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ที่มินดาเนา ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากระบบป้องกันอัตโนมัติ (automatic tripping) ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าหายไปจากระบบถึง 835 เมกะวัตต์
- เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังระบบโครงข่ายไฟฟ้าของวิซายัส (Visayas Grid) ซึ่งปกติรับไฟฟ้าจากมินดาเนาผ่านสายส่งเชื่อมโยงระหว่างเกาะ (Interconnection) ประมาณ 450 เมกะวัตต์ ทำให้ระบบไฟฟ้าของวิซายัสต้องเข้าสู่สภาวะ Yellow Alert โดยกระทรวงพลังงาน (DOE) และ National Grid Corporation of the Philippines (NGCP) ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ผลกระทบ:
- เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของความมั่นคงและความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติสูง การพึ่งพาสายส่งเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เพียงไม่กี่เส้นทางสร้างความเสี่ยงแบบลูกโซ่ (cascading failure) ซึ่งอาจนำไปสู่ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง
- บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการลงทุนด้าน Grid Modernization ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสายส่งสำรอง (redundancy), การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ในจุดยุทธศาสตร์เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายไฟสำรองฉุกเฉิน และการพัฒนาระบบ Microgrid ที่สามารถแยกตัวออกจากระบบหลัก (islanding) เพื่อจ่ายไฟให้พื้นที่สำคัญต่อไปได้ในภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับ Utility ทั่วโลกในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่กระจายศูนย์และชาญฉลาดยิ่งขึ้น
ที่มา:
The Philippine Star, 10 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : โครงการส่งออกไฟฟ้าสะอาดจากอินโดนีเซียไปสิงคโปร์ล่าช้า สะท้อนความท้าทายในการพัฒนาสายส่งข้ามพรมแดน
รายละเอียด:
- นาย Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ยืนยันว่าแผนการส่งออกไฟฟ้าสะอาดไปยังสิงคโปร์จะไม่สามารถเริ่มต้นได้ภายในปีนี้ตามที่คาดการณ์ไว้
- สาเหตุหลักของความล่าช้าเกิดจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสายส่งไฟฟ้าที่จำเป็นยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ถึง 1.5 ปี โดยรัฐบาลยังอยู่ระหว่างการประเมินด้านเทคนิคร่วมกับกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี
ผลกระทบ:
- ความล่าช้านี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนและอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาโครงการสายส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดน (Cross-Border Transmission) ซึ่งไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับความท้าทายทางเทคนิคและการลงทุนมหาศาล แต่ยังรวมถึงการประสานงานด้านกฎระเบียบและนโยบายระหว่างประเทศ
- กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับโครงการเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ที่แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีความตกลงในระดับนโยบาย แต่การดำเนินการในทางปฏิบัติยังต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นอย่างสูงในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญที่อาจชะลอการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับภูมิภาคได้
ที่มา:
Antara News (English), 9 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : ความต้องการพลังงานจากศูนย์ข้อมูล AI ผลักดันมาเลเซียสู่ผู้นำด้านชิปจัดการพลังงานขั้นสูง
รายละเอียด:
- บริษัท Malaysian Pacific Industries Bhd (MPI) กำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก ส่งผลให้ความต้องการชิปสำหรับจัดการพลังงาน (Power Management Chips) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
- MPI มีความเชี่ยวชาญในการผลิตชิปจากวัสดุ Wide-bandgap เช่น Silicon Carbide (SiC) และ Gallium Nitride (GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญสำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าแรงดันสูง (เช่น 800V DC) ในเซิร์ฟเวอร์ AI รุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียพลังงาน โดยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AI คิดเป็น 13% ของรายได้ MPI และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20%
ผลกระทบ:
- ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ได้สร้าง “อุปสงค์แฝง” (Derived Demand) ต่ออุตสาหกรรมไฟฟ้ากำลังอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ในมิติของการผลิตไฟฟ้า แต่ลึกลงไปถึงระดับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics) ซึ่งเป็นสมองกลของการจัดการพลังงาน
- นี่คือโอกาสทางธุรกิจใหม่สำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้วในการขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายต่อระบบไฟฟ้าที่ต้องรองรับโหลดที่มีลักษณะเฉพาะตัวและมีความอ่อนไหวสูงของศูนย์ข้อมูล ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและ Grid Modernization มากขึ้น
ที่มา:
The Edge Malaysia, 11 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : เวียดนามเปิดประเทศรับการลงทุนทั่วโลก ตั้งเป้าเป็นฮับอุตสาหกรรมพลังงานลมนอกชายฝั่ง
รายละเอียด:
- รัฐบาลเวียดนาม โดยรองนายกรัฐมนตรี Pham Gia Tuc ประกาศเร่งรัดการพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind – OSW) อย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายกำลังผลิตติดตั้งระหว่าง 6,000 ถึง 17,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573
- รัฐบาลกำลังปรับปรุงกรอบนโยบายและกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการสำรวจพื้นที่ทางทะเล, กระบวนการลงทุน, การคัดเลือกนักลงทุนที่มีศักยภาพ, รูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่เป็นสากล, และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบสายส่งและท่าเรือน้ำลึก
ผลกระทบ:
- การเคลื่อนไหวเชิงรุกของเวียดนามเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนในการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค การสร้างอุตสาหกรรม OSW ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเป็นการสร้างห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการบำรุงรักษา
- ความสำเร็จของเวียดนามจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ (Mega-scale RE projects) และจะเป็นแรงกดดันให้ประเทศคู่แข่งต้องเร่งปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อดึงดูดการลงทุน มิเช่นนั้นอาจสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการผลิตและส่งออกพลังงานสะอาดในอนาคต
ที่มา:
Vietnam Investment Review (VIR), 11 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : Brookfield จับมือ Foxconn ลงทุน 1 กิกะวัตต์ในพลังงานสะอาดเวียดนาม รองรับห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์
รายละเอียด:
- Brookfield บริษัทจัดการการลงทุนระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ (Utility-scale) ในเวียดนาม
- โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายกำลังผลิตรวมสูงถึง 1 กิกะวัตต์ ประกอบด้วยพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกรองรับด้วยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) เพื่อป้อนให้กับโรงงานและห่วงโซ่อุปทานของ Foxconn ในเวียดนามโดยตรง
ผลกระทบ:
- ดีลนี้เป็นตัวตัวอย่างที่ชัดเจนของโมเดล Corporate PPA ที่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หันมาจัดหาพลังงานสะอาดโดยตรงเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายความยั่งยืนและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับการดำเนินงานของตนเอง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมากในอนาคต
- การเคลื่อนไหวของ Foxconn จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้เล่นรายอื่นในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานสะอาดมากขึ้น และอาจกระตุ้นให้รัฐบาลเวียดนามเร่งพัฒนากลไก Direct PPA ให้มีความชัดเจนและคล่องตัว เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมโดยตรง ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ท้าทายบทบาทดั้งเดิมของ Utility
ที่มา:
Vietnam Investment Review (VIR), 10 มิถุนายน 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : มาเลเซียเดินหน้าโครงการไฮบริดโซลาร์ลอยน้ำและแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนที่เขื่อน Kenyir
รายละเอียด:
- บริษัท Cypark Resources Bhd ได้รับสัญญา EPCC ร่วมกับ Fabulous Sunview เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์ลอยน้ำแบบไฮบริด (Hybrid Hydro-Floating Solar) พร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ที่ทะเลสาบ Kenyir รัฐตรังกานู
- โครงการนี้มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สูงถึง 595 เมกะวัตต์ (MWac) ซึ่งจะทำให้เป็นโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อผสานการทำงานร่วมกับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำของ TNB Power Generation เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและกักเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในแบตเตอรี่
ผลกระทบ:
- โครงการนี้สะท้อนถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเดิม (อ่างเก็บน้ำของเขื่อน) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านที่ดิน เป็นโมเดลที่น่าสนใจสำหรับประเทศที่มีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมาก
- การผนวก BESS เข้ากับโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่และเขื่อนพลังน้ำ เป็นการสร้างระบบผลิตไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นต้นแบบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่ง Utility ต่างๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิม
ที่มา:
The Edge Malaysia, 10 มิถุนายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- อินโดนีเซียและสิงคโปร์กระชับความร่วมมือด้านพลังงานสีเขียว โดยมีความคืบหน้าในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 200 เมกะวัตต์ พร้อมระบบแบตเตอรี่ 80 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และการลงทุนศูนย์ข้อมูลในบาตัม
- บริษัท Citicore Renewable Energy Corp. ของฟิลิปปินส์ วางแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่อีก 2.2 กิกะวัตต์ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคเอกชน
- คณะกรรมการการลงทุนของฟิลิปปินส์ (BOI) อนุมัติโครงการพลังงานหมุนเวียนมูลค่า 3.44 แสนล้านเปโซ ผ่านช่องทางพิเศษ “green lane” เพื่อเร่งรัดกระบวนการขออนุญาต
- รัฐบาลมาเลเซียเปิดตัวโครงการ SuRIA ซึ่งเป็นมาตรการคืนเงิน (rebate) เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาสำหรับที่อยู่อาศัยขนาด 250 เมกะวัตต์ ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่การปรับขึ้นค่าไฟฟ้า
- อินโดนีเซียมีแผนกระจายเส้นทางการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศเพื่อลดการพึ่งพาสิงคโปร์ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการลงทุนสร้างสายเคเบิลใต้น้ำและศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น