ประเด็นข่าวที่ 1 : อินโดนีเซียตั้งเป้าขยายไฟฟ้าทั่วถึง 100% ภายในปี 2572 รับมือความท้าทายในพื้นที่ห่างไกล
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) ของอินโดนีเซียประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการขยายการเข้าถึงไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศภายในปี พ.ศ. 2572 โดยมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ประมาณ 8,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านและชุมชนที่อยู่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก
- เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน คุณ Jisman P. Hutajulu ระบุว่าแม้ภาพรวมอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าของประเทศ (National Electrification Ratio) จะอยู่ในระดับสูง แต่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการกระจายโครงข่ายไฟฟ้าไปยังชุมชนในพื้นที่ชนบท รัฐบาลจึงได้เร่งรัดโครงการต่างๆ โดยในปี 2568 ได้เชื่อมต่อไฟฟ้าไปแล้วประมาณ 1,500 แห่ง และจะขยายผลต่อเนื่องในปี 2569
- รัฐบาลยอมรับว่าโครงการขยายไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกลจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพิ่มเติมจากงบประมาณของรัฐ เนื่องจากไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้า (PLN) เพียงลำพัง โดยเลขาธิการกระทรวงพลังงาน คุณ Ahmad Erani Yustika เปิดเผยว่าได้เตรียมงบประมาณเพิ่มเติม 14 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับปี 2569 เพื่อสนับสนุนโครงการนี้
ผลกระทบ:
– เป้าหมายการขยายไฟฟ้าให้ครอบคลุม 100% เป็นนโยบายพื้นฐานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ PLN ในการขยายโครงข่ายระบบจำหน่าย (Distribution Grid) และการจัดหาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมกับพื้นที่เกาะแก่งและห่างไกล ซึ่งอาจต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก (Microgrid) ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เป็นหลัก
– ความท้าทายด้านการเงินเป็นประเด็นสำคัญ การที่โครงการไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์บ่งชี้ว่ารูปแบบธุรกิจของ Utility แบบดั้งเดิมอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว และอาจเป็นโอกาสในการสร้างกลไกการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) หรือการออกแบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในพื้นที่ห่างไกล (Cost-reflective Tariff) ควบคู่ไปกับการอุดหนุนแบบเจาะจง (Targeted Subsidies) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการเงิน
ที่มา:
Antara News (English), 20 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : ฟิลิปปินส์ยืนยันเดินหน้าเก็บค่า FIT-All ต่อเนื่อง แม้ค่าไฟฟ้าพุ่งสูง สร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพลังงานสะอาดและความเดือดร้อนของผู้บริโภค
รายละเอียด:
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ERC) ของฟิลิปปินส์ยืนยันว่าจะไม่มีการระงับการเก็บเงินค่าธรรมเนียม Feed-in Tariff Allowance (FIT-All) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้บริโภคเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าค่าไฟฟ้าในปัจจุบันจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
- คุณ Sharon Montaner ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการตลาดของ ERC ให้เหตุผลว่ากองทุน FIT-All มีเงินทุนสำรองไม่เพียงพอที่จะอนุญาตให้ระงับการจัดเก็บได้ โดยเงินทุนที่มีอยู่เพียงพอสำหรับชำระเงินให้แก่ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น ทำให้ผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่า FIT-All ประมาณ 0.20 เปโซต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ต่อไป
- อย่างไรก็ตาม ERC ได้ระงับการเก็บค่าธรรมเนียมอีกส่วนหนึ่งคือ Green Energy Auction Allowance (GEA-All) ที่อัตราประมาณ 0.037 เปโซต่อ kWh เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน ซึ่งกองทุน GEA-All ยังคงมีเงินคงเหลือสมดุลอยู่ที่ประมาณ 466.49 ล้านเปโซ ณ วันที่ 5 พฤษภาคม
ผลกระทบ:
– การตัดสินใจของ ERC สะท้อนถึงความท้าทายเชิงนโยบายที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกกำลังเผชิญ คือการสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ต้องอาศัยกลไกสนับสนุนทางการเงิน (เช่น FIT) กับผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวนสูง การคง FIT-All ไว้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนว่ารัฐบาลยังคงยึดมั่นในพันธสัญญาและต้องการรักษาเสถียรภาพของกลไกการชำระเงิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว
– การแยกระหว่างการคง FIT-All และการระงับ GEA-All ชั่วคราว แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างยืดหยุ่น โดยเลือกระงับส่วนที่มีผลกระทบน้อยกว่าต่อเสถียรภาพของกองทุนโดยรวม บทเรียนสำหรับกิจการไฟฟ้าคือความจำเป็นในการออกแบบกลไกราคาพลังงานสะอาดที่ต้องมีความยืดหยุ่นและอาจต้องมีเงินทุนสำรอง (Buffer Fund) ที่เพียงพอ เพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานโดยไม่กระทบต่อสัญญาการรับซื้อไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบรรเทาผลกระทบต่อผู้บริโภคไปพร้อมกัน
ที่มา:
The Philippine Star, 20 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : มาเลเซียเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของศูนย์ข้อมูล (Data Center)
รายละเอียด:
- รายงานจาก JLL Malaysia ระบุว่ามาเลเซียกำลังกลายเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในรัฐยะโฮร์ ซึ่งคาดว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าสำหรับ Data Center ทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปี 2569 และมีแผนจะเพิ่มอีก 3,500 เมกะวัตต์หลังปี 2570
- การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center โดยเฉพาะในยะโฮร์ซึ่งอยู่ใกล้กับสิงคโปร์ ได้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ ทำให้เกิดความล่าช้าในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Connection) โดย JLL ระบุว่าระยะเวลารอคอยอาจนานถึง 24 เดือนในตลาดเกิดใหม่ และอาจถึง 8 ปีในตลาดหลัก ซึ่งมาเลเซียจัดอยู่ในกลุ่มตลาดหลัก
- คุณ Keith Eng ผู้อำนวยการของ JLL ระบุว่าความต้องการพลังงานจำนวนมหาศาลมาจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI ซึ่งต้องการกำลังการประมวลผลที่สูงขึ้นอย่างมาก และผู้ประกอบการกำลังมองหาพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางออก
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้สะท้อนภาพความท้าทายที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อโหลดไฟฟ้าขนาดใหญ่และมีการใช้ไฟฟ้าคงที่ตลอด 24 ชั่วโมงอย่าง Data Center สำหรับ AI เข้ามาในระบบไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นภาระหนักต่อทั้งระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า การวางแผนขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิมอาจไม่ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดนี้
– นี่คือสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าและหน่วยงานกำกับดูแลในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย ที่จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการวางแผนระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีการประเมินผลกระทบต่อโครงข่าย (Grid Impact Study) อย่างเร่งด่วน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า (Grid Modernization) และการจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อรองรับโหลดประเภทนี้โดยเฉพาะจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล
ที่มา:
The Edge Malaysia, 18 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : อาเซียนเร่งผลักดันโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้า (ASEAN Power Grid) และคลังสำรองน้ำมัน รับมือวิกฤตพลังงาน
รายละเอียด:
- จากผลกระทบของราคาเชื้อเพลิงและอาหารที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศอาเซียนกำลังพิจารณาแนวทางแก้ไข ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันระดับภูมิภาค และการเร่งผลักดันโครงการ ASEAN Power Grid
- ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์กล่าวว่า ผู้นำอาเซียนมีความเห็นตรงกันถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยได้มีการลงนามในข้อตกลงเพื่อผลักดัน ASEAN Power Grid ซึ่งมีเป้าหมายในการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนได้
- นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์ ได้แสดงการสนับสนุนทั้งแนวคิดเรื่องคลังสำรองน้ำมันและ ASEAN Power Grid โดยชี้ให้เห็นว่าผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงอยู่เป็นเวลานาน ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางด้านความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาค
ผลกระทบ:
– การผลักดันโครงการ ASEAN Power Grid อย่างจริงจัง สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกได้กลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคมองเห็นความจำเป็นของการมีระบบไฟฟ้าที่เชื่อมโยงและพึ่งพากันมากขึ้น การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าโดยรวม แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง (เช่น พลังน้ำในลาว พลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามและไทย) สามารถส่งออกไฟฟ้าสะอาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีความต้องการสูงได้
– ความสำเร็จของ ASEAN Power Grid จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมไฟฟ้าในภูมิภาคไปอย่างสิ้นเชิง โดยจะนำไปสู่การสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้าในระดับภูมิภาค (Regional Power Market) การพัฒนามาตรฐานทางเทคนิคและกฎระเบียบด้านโครงข่ายที่สอดคล้องกัน (Grid Code Harmonization) และการเกิดขึ้นของรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ สำหรับ Utility ที่เกี่ยวข้องกับการค้าพลังงานข้ามพรมแดน ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก
ที่มา:
VNExpress, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : อินโดนีเซียชี้การเปลี่ยนโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถประหยัดต้นทุนได้ถึง 4.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
รายละเอียด:
- กระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) ของอินโดนีเซียประเมินว่า การเปลี่ยนโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติและดีเซล ไปเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) มีศักยภาพในการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 73.9 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี
- คุณ Jisman P. Hutajulu เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ESDM ระบุว่ารัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดรวม 100 กิกะวัตต์ (GW) ระหว่างปี 2569-2571 ซึ่งโครงการนี้จะช่วยทดแทนโรงไฟฟ้าดีเซลที่มีต้นทุนสูงและสิ้นเปลือง โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 71.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบส่งไฟฟ้า รัฐบาลประเมินว่าจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายสายส่งยิ่งยวด (Supergrid) ระยะทางกว่า 48,000 กิโลเมตร เพื่อให้สามารถส่งจ่ายไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกเกาะชวา ไปยังศูนย์กลางความต้องการไฟฟ้าที่หนาแน่นบนเกาะชวาได้
ผลกระทบ:
– ตัวเลขการประหยัดที่รัฐบาลอินโดนีเซียประเมินไว้ ชี้ให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐศาสตร์ที่แข็งแกร่งในการเปลี่ยนผ่านจากโรงไฟฟ้าฟอสซิลไปสู่พลังงานแสงอาทิตย์และ BESS ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าพลังงานหมุนเวียนไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถแข่งขันด้านต้นทุนได้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าดีเซลในพื้นที่ห่างไกล
– ประเด็นเรื่องความต้องการ Supergrid สะท้อนภาพความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นั่นคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างที่ตั้งของแหล่งพลังงานหมุนเวียน (Resource Location) และศูนย์กลางของโหลดไฟฟ้า (Load Center) การลงทุนในระบบส่งไฟฟ้าจึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการลงทุนในโรงไฟฟ้า ซึ่งนี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศรวมถึงไทย ที่การวางแผน PDP จะต้องพิจารณาแผนการขยายระบบส่ง (Transmission Expansion Plan) ไปพร้อมกันอย่างบูรณาการ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนได้อย่างเต็มที่
ที่มา:
Antara News (English), 20 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : Huawei เปิดตัวยุทธศาสตร์ Grid-Interactive AIDC เพื่อรองรับศูนย์ข้อมูลยุค AI ที่เป็นมิตรต่อระบบไฟฟ้า
รายละเอียด:
- ในงาน 2026 Global AIDC Industry Summit บริษัท Huawei Digital Power ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ Grid-Interactive AI Data Center (AIDC) เพื่อรับมือกับความต้องการพลังงานมหาศาลจากอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
- ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโซลูชันศูนย์ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ประหยัดพลังงาน ส่งมอบได้รวดเร็ว และที่สำคัญคือเป็นมิตรต่อโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-Friendly) โดยมุ่งเน้นนวัตกรรม 4 ด้าน ได้แก่ Watt (การปรับเปลี่ยนระบบจ่ายไฟฟ้า), Heat (การจัดการความร้อน), Bit (การใช้ AI ในการปฏิบัติการ) และ Construction (การก่อสร้างแบบสำเร็จรูป)
- Huawei นำเสนอสถาปัตยกรรมระบบจ่ายไฟฟ้าแบบ MIMO (Multiple-Input Multiple-Output) ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ UPS ที่เป็นมิตรต่อกริดและระบบกักเก็บพลังงานแบบ Grid-Forming (ESS) ซึ่งจะช่วยให้ศูนย์ข้อมูลสามารถตอบสนองต่อความผันผวนของกริดไฟฟ้าและสนับสนุนระบบไฟฟ้าได้ แทนที่จะเป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้าฝ่ายเดียว
ผลกระทบ:
– ยุทธศาสตร์ของ Huawei เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อปัญหาที่มาเลเซียและประเทศอื่นๆ กำลังเผชิญ (ตามประเด็นข่าวที่ 3) ซึ่งศูนย์ข้อมูล AI สร้างภาระหนักให้แก่ระบบไฟฟ้า แนวคิด Grid-Interactive AIDC ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากการมองว่า Data Center เป็นเพียงโหลดขนาดใหญ่ (Load) ไปสู่การเป็นทรัพยากรของระบบไฟฟ้า (Grid Resource) ที่สามารถให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้าได้ (Ancillary Services)
– เทคโนโลยี Grid-Forming ESS ที่นำเสนอ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต เพราะไม่เพียงแต่ให้พลังงานสำรอง แต่ยังสามารถสร้างแรงดันและความถี่เพื่อค้ำจุนเสถียรภาพของกริดได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นอย่างยิ่งเมื่อระบบไฟฟ้ามีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนสูงขึ้น นี่คือทิศทางของรูปแบบธุรกิจใหม่สำหรับ Utility และผู้ประกอบการ Data Center ที่จะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้าในภาพรวม และอาจนำไปสู่การสร้างกลไกตลาดสำหรับบริการเสริมความมั่นคงจากภาคอุตสาหกรรมได้
ที่มา:
Antara News (English), 20 พฤษภาคม 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : Vivant Corporation ของฟิลิปปินส์ปรับกลยุทธ์ มุ่งขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจน้ำ ท่ามกลางผลประกอบการที่อ่อนตัวลง
รายละเอียด:
- Vivant Corporation บริษัทสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานในฟิลิปปินส์ รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปีมีกำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการหยุดเดินเครื่องนอกแผนของโรงไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล (Off-grid)
- แม้ผลประกอบการจะชะลอตัว แต่บริษัทได้แสดงความเชื่อมั่นในแผนการเติบโตระยะกลาง โดยเร่งการลงทุนใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน (RE) การจัดหาไฟฟ้าแบบค้าปลีก (Retail Electricity Supply) และธุรกิจน้ำ เพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิม
- ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของบริษัทเริ่มสร้างรายได้แล้ว โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Samal Solar ขนาด 49.2 เมกะวัตต์ ได้สร้างรายได้ 9 ล้านเปโซในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายการลงทุนในธุรกิจบำบัดน้ำเสียและการประปาในพื้นที่ต่างจังหวัด สะท้อนกลยุทธ์การสร้างรายได้ประจำที่นอกเหนือจากธุรกิจไฟฟ้า
ผลกระทบ:
– กรณีของ Vivant Corporation เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทิศทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของบริษัทพลังงาน (Utility Transformation) ในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน บริษัทต่างๆ ไม่สามารถพึ่งพารายได้จากโรงไฟฟ้าฟอสซิลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องกระจายการลงทุนไปยังพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายขึ้น ทั้งพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจค้าปลีกไฟฟ้าที่เปิดเสรี และธุรกิจสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น น้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
– การที่กำไรจากธุรกิจ RE และธุรกิจน้ำเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของบริษัทพลังงาน ซึ่งเป็นบทเรียนที่กิจการไฟฟ้าในประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย สามารถนำไปปรับใช้ในการวางยุทธศาสตร์องค์กรเพื่อรับมือกับความท้าทายในอนาคตและการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่มา:
The Philippine Star, 18 พฤษภาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- Solarvest และ Samaiden Group สองบริษัทพลังงานแสงอาทิตย์ของมาเลเซียรายงานผลประกอบการประจำปีและไตรมาสที่แข็งแกร่งเป็นประวัติการณ์ สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ (LSS) และโครงการซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (CGPP)
- Google ยืนยันเป้าหมายที่จะใช้พลังงานปลอดคาร์บอนตลอด 24 ชั่วโมงภายในปี 2573 (24/7 Carbon-Free Energy) แม้จะเผชิญความท้าทายจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของศูนย์ข้อมูล AI
- สิงคโปร์กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานฟิวชันในระดับภูมิภาค หลังจากหน่วยงานวิจัย A*STAR ได้ลงนามความร่วมมือกับ Commonwealth Fusion Systems (CFS) ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานฟิวชันเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า
- TNG Digital ผู้ให้บริการ e-wallet รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ประกาศผลกำไรเป็นปีแรกได้สำเร็จ โดยรายได้ครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจบริการทางการเงินที่มีกำไรสูง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการชำระเงินเพียงอย่างเดียว
- บริษัท PowerX จากญี่ปุ่น เปิดตัว PowerX Energy Blade ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบติดตั้งในตู้แร็คสำหรับศูนย์ข้อมูลโดยเฉพาะ เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าและให้บริการเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้า (Grid Services)
