EP.18. ปลดล็อกความยืดหยุ่นทางพลังงานด้วยโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP) และระบบกักเก็บพลังงาน BESS
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในยุคปัจจุบันกำลังก้าวข้ามจากการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า ไปสู่การบริหารจัดการความผันผวนอย่างเต็มตัว เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบเพิ่มสูงขึ้น โจทย์สำคัญของผู้กำหนดนโยบายไม่ใช่แค่การสร้างโรงไฟฟ้าสีเขียวเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการปรับโครงสร้างโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Architecture) ให้มีความยืดหยุ่นและชาญฉลาด เพื่อรักษาสมดุลของระบบให้มีความเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง
เทคโนโลยีที่ทั่วโลกกำลังมุ่งเน้นเพื่อสร้างความยืดหยุ่นคือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) และโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) ซึ่งเป็นการรวบรวมสินทรัพย์พลังงานขนาดเล็ก เช่น แบตเตอรี่ในบ้านและสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า มาบริหารจัดการร่วมกันเพื่อทำหน้าที่ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เหมือนกับมณฑลอานฮุยในจีนที่สามารถรวบรวมกำลังการผลิตได้กว่า 1,700 เมกะวัตต์เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพ หรือรัฐแคลิฟอร์เนียในสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งผลักดันนโยบายจูงใจให้ผู้บริโภคปรับช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้า เพื่อลดภาระของสายส่งโดยไม่จำเป็น
สำหรับประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) เริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นผ่านโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำไฮบริดร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน อย่างไรก็ตาม เรายังมีโจทย์เชิงโครงสร้างในด้านขีดความสามารถของสายส่งและการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเงื่อนไขการวางหลักประกันการใช้โครงข่ายที่ปัจจุบันอาจเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน
เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสีเขียวอย่างมีประสิทธิภาพ ดร.นวัต ขอเสนอ 3 แนวทางเชิงนโยบายเพื่อให้ประเทศไทยก้าวเป็นผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคดังนี้:
1. สนับสนุนตลาดบริการโรงไฟฟ้าเสมือน (VPP): ภาครัฐควรพิจารณาออกแบบพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) เพื่อรับซื้อบริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าจาก VPP อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่มีโซลาร์รูฟท็อปและแบตเตอรี่สามารถมีส่วนร่วมในตลาดพลังงานได้จริง และลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อสำรองพลังงาน
2. ปรับปรุงกฎระเบียบการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า: ควรมีการทบทวนโครงสร้างค่าบริการผ่านสายส่ง (Wheeling Charge) และปรับลดเกณฑ์การวางหลักประกันให้มีความยืดหยุ่น สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในการนำเทคโนโลยี BESS มาใช้ในระบบโครงข่ายมากขึ้น
3. ยกระดับสู่ระบบอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะ (Grid-Forming Inverter): กำหนดมาตรฐานให้อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าในระบบผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนใหม่ทั้งหมด เป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างและรักษาเสถียรภาพความถี่และแรงดันไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง (Grid-Forming) เพื่อรองรับการเชื่อมต่อพลังงานกระจายศูนย์ที่มีสัดส่วนสูงโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของโครงข่ายหลัก
การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และนำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง VPP และ BESS เข้ามาประยุกต์ใช้ จะไม่เพียงแต่สร้างเสถียรภาพทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งจะกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน