EP.11. กระจายอำนาจไฟฟ้าสู่ฐานราก: มาตรการอุดหนุนโซลาร์ภาคประชาชนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวระดับครัวเรือน
ทวงคืนอธิปไตยพลังงาน: ปลดล็อกโซลาร์เซลล์-แบตเตอรี่ครัวเรือน ยุติโครงสร้างที่เอื้อต่อการผูกขาด
พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ควรเป็นกุญแจสำคัญที่พาประชาชนหลุดพ้นจากภาระค่าไฟฟ้า แต่ในประเทศไทย การเข้าถึงเทคโนโลยีนี้กลับกลายเป็นสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อสูง ในขณะที่คนฐานรากยังต้องแบกรับค่าไฟในอัตราที่สะท้อนโครงสร้างการผลิตที่บิดเบี้ยวเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่
ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้เสนอโครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 4 แสนหลังคาเรือน ด้วยเงินอุดหนุน 10,000 บาท ประกอบกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับซื้อไฟโซลาร์ภาคประชาชนที่ 2.20 บาทต่อหน่วย คำถามสำคัญคือมาตรการนี้คือการแก้ไขที่ต้นเหตุจริงหรือ? ในเมื่อราคารับซื้อไฟจากประชาชนถูกกำหนดไว้ต่ำกว่าราคาขายคืนให้ประชาชนเกือบครึ่งหนึ่ง หากมองในมุมผู้บริโภค ส่วนต่างที่หายไปนี้คือต้นทุนแฝงที่ประชาชนต้องจ่ายเพื่ออุดหนุนระบบสายส่งที่ขาดประสิทธิภาพ และยิ่งไปกว่านั้น การบังคับใช้มาตรฐานอุปกรณ์ที่เข้มงวดโดยไม่มีการควบคุมเพดานราคา ยิ่งกลายเป็นกำแพงภาษีทางอ้อมที่กีดกันผู้ใช้ไฟรายย่อยออกไป
หากพิจารณาตัวอย่างจากต่างประเทศ ฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จในการทลายกำแพงนี้ผ่านการปรับเกณฑ์การแข่งขันค้าปลีกไฟฟ้า (Retail Competition) เปิดช่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงภาคครัวเรือนรวมกลุ่มกันเลือกซื้อพลังงานสะอาดได้โดยตรง ขณะที่ออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนแบตเตอรี่บ้าน (Home Battery) ช่วยลดภาระของโครงข่ายสายส่งได้อย่างมหาศาล โดยไม่ต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่สร้างมลพิษและมีราคาสูงในช่วงพีคของความต้องการไฟฟ้า
ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการรวมศูนย์อำนาจ ไปสู่การกระจายอำนาจพลังงาน (Energy Decentralization) อย่างเป็นรูปธรรม:
1. ปฏิรูประบบหักลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering): รัฐควรผลักดันการหักลบหน่วยไฟที่ผลิตได้กับที่ใช้จริงในอัตรา 1:1 อย่างเป็นธรรม เพื่อคืนความเป็นเจ้าของพลังงานให้แก่ประชาชน
2. ปรับเปลี่ยนรูปแบบเงินอุดหนุน: แทนที่จะแจกเงินดาวน์ ควรเปลี่ยนเป็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์สำหรับติดตั้งโซลาร์และแบตเตอรี่ โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุนเริ่มต้นให้กับครัวเรือนรายได้น้อยและ SMEs
3. สร้างสถานีพลังงานชุมชน: เปลี่ยนหน่วยงานภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ให้เป็นต้นแบบสถานีพลังงานสะอาดชุมชน ควบคู่ไปกับการเปิดเสรีโครงข่ายสายส่ง (Grid) ให้ประชาชนซื้อขายไฟฟ้ากันเองได้ (Peer-to-Peer Energy Trading)
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของความยุติธรรมและอำนาจการตัดสินใจ รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะเลิกมองประชาชนเป็นเพียงผู้จ่ายค่าไฟ และเริ่มมองพวกเขาในฐานะผู้ผลิตพลังงาน (Prosumer) ที่สามารถสร้างอธิปไตยทางพลังงานให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน