รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569 – 28 มิถุนายน 2569
บทสรุปผู้บริหาร
- 1. กระทรวงพลังงานเตรียมคลอดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่าร้อยละ 60 ของกำลังการผลิตทั้งหมด ควบคู่กับการพิจารณาบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
- 2. รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟแฝง โดยเตรียมแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะและไฟส่องสว่างริมทางหลวงออกจากบิลค่าไฟฐานของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ 10-15 สตางค์ต่อหน่วย โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางจัดสรรงบประมาณ 20,000 ล้านบาทเพื่อรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้แทน
- 3. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภาคครัวเรือน ปริมาณรวม 500 เมกะวัตต์ ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย สัญญาระยะยาว 10 ปี โดยจะเริ่มเปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
- 4. กระทรวงพลังงานเตรียมออกมาตรการจัดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ เพื่อคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริง และกำหนดให้ต้องวางเงินมัดจำล่วงหน้าเพื่อสกัดกั้นการจองใช้ไฟฟ้าเกินจริง ป้องกันผลกระทบต่อภาระค่าไฟของประชาชน
- 5. ระบบสายส่งไฟฟ้าเผชิญความท้าทายจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น เหตุพายุถล่มพื้นที่ลาดกระบังที่ส่งผลให้เสาไฟฟ้าหักโค่น 89 ต้น ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) และการเร่งรัดโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
- 1. ทิศทางราคาพลังงานและค่าไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงที่จะทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่องแคบฮอร์มุซและเหตุระเบิดของโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติในกาตาร์ ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าก๊าซ LNG ในตลาดโลกมีความผันผวนสูง
- 2. การหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center และ AI จะสร้างความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงและทรัพยากรน้ำในปริมาณมหาศาล ซึ่งเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและเป็นแรงกดดันต่อระบบผลิตและสายส่งไฟฟ้าของประเทศ ที่ต้องเร่งขยายกำลังการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อรองรับ
- 3. การแยกต้นทุนค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฐาน ควบคู่กับการแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้ายุคแรก (Adder) จะช่วยแก้ปัญหากำลังการผลิตสำรองล้นระบบและภาระค่าความพร้อมจ่าย (AP) ส่งผลให้โครงสร้างราคาพลังงานมีความโปร่งใส และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของภาคครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม
- 4. มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น สร้างแรงกดดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การเปิดตลาดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จึงเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ
- 5. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ถือเป็นความท้าทายทางเศรษฐศาสตร์พลังงาน เนื่องจากจะเพิ่มต้นทุนทางการเงินแก่โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ และอาจส่งผลให้การลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศมีความล่าช้า
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- 1. กระทรวงพลังงาน และ กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันนโยบายลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน ผ่านการรื้อโครงสร้างค่าไฟทางสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับชุมชนผ่านพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ
- 2. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีบทบาทสำคัญในการออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 449 โครงการ และเป็นผู้กำหนดกติการับซื้อไฟฟ้ารูปแบบใหม่ รวมถึงการเร่งรัดการติดตั้งมิเตอร์ไฟสาธารณะ
- 3. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้ขับเคลื่อนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบจำหน่ายไฟฟ้า พร้อมสนับสนุนโครงการโรงพยาบาลสีเขียวร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข และเสนออัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT)
- 4. บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP) เป็นผู้เล่นหลักในภาคเอกชนที่เตรียมทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อป้อนไฟฟ้าพลังงานสะอาดให้แก่ Google Data Center
- 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ C3 เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด รุกธุรกิจที่ปรึกษาด้าน Net Zero ให้กับภาคบริการท่าอากาศยานอย่าง AOTGA
- 6. ผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น และ ประเทศจีน มีการแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีอย่างดุเดือดในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการกระตุ้นความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคการขนส่ง (EV Adoption)
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
- 1. ภาคประชาชนที่สนใจลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าในครัวเรือน ควรเตรียมความพร้อมในการศึกษาเงื่อนไขและยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) 500 เมกะวัตต์ ที่จะเริ่มเปิดรับสมัครในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
- 2. ควรติดตามความชัดเจนของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) โดยเฉพาะประเด็นการจัดสรรสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มาปรับใช้ในประเทศไทย
- 3. ภาคประชาสังคมควรจับตาความคืบหน้าของนโยบายการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ว่ารัฐบาลจะสามารถจัดสรรงบประมาณมารองรับได้จริงหรือไม่ และจะสะท้อนเป็นการลดค่าไฟฟ้าฐาน (Ft) ให้ประชาชนได้ในช่วงเวลาใด
- 4. ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ควรเร่งศึกษาและปรับตัวเพื่อจัดทำระบบการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อรับมือกับมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ (เช่น CBAM) ที่จะทวีความเข้มงวดมากขึ้น
- 5. ประชาชนควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกและก๊าซหุงต้มในประเทศ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับตัวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในระยะต่อไป