บทสรุปผู้บริหาร
สรุปเหตุการณ์สำคัญด้านระบบไฟฟ้าและพลังงานในรอบสัปดาห์ มีประเด็นหลักดังนี้
-
1. การประกาศใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
รัฐบาลประกาศบังคับใช้พระราชกำหนดกู้เงินรวม 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การอุดหนุนเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้ประชาชนและภาคธุรกิจ และการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานยั่งยืน
-
2. นโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าและโซลาร์รูฟท็อป
รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได เพื่อลดภาระกลุ่มผู้ใช้ไฟน้อยและสะท้อนต้นทุนกลุ่มผู้ใช้ไฟมาก ควบคู่กับการสั่งการให้ตั้ง One Stop Service อำนวยความสะดวกประชาชนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
-
3. ปัญหาการทุจริตในระบบจำหน่ายไฟฟ้า
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. เอาผิดเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรณีเอื้อประโยชน์ลักลอบใช้ไฟฟ้าเพื่อขุดบิทคอยน์ สร้างความเสียหายต่อรัฐกว่า 3,000 ล้านบาท
-
4. ความต้องการใช้ไฟฟ้าและผลประกอบการผู้ผลิตเอกชน
การลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่ม Data Center และสภาพอากาศร้อนจัด ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ เช่น GULF และ GPSC รายงานผลกำไรไตรมาแรกเติบโตทำสถิติสูงสุดจากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเต็มกำลัง
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
การประเมินแนวโน้มและผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์พลังงานต่อระบบไฟฟ้าและราคาพลังงาน มีรายละเอียดดังนี้
-
• แนวโน้มโครงสร้างค่าไฟฟ้าในระยะยาว
การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นแบบขั้นบันได และต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จะส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจและครัวเรือนขนาดใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นแรงผลักดันให้เกิดการประหยัดพลังงานและการลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง
-
• เสถียรภาพทางการคลังกับราคาพลังงาน
การใช้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแทรกแซงราคาพลังงาน แม้จะช่วยลดค่าครองชีพได้ในระยะสั้น แต่ส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งทะลุระดับ 68 เปอร์เซ็นต์ และใกล้แตะเพดาน 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ
-
• ความท้าทายต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า
การขยายตัวของการลงทุน Data Center มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท และการผลักดันระบบขนส่งสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับสูง ระบบไฟฟ้ากำลังของประเทศต้องเร่งปรับตัว ทั้งการจัดหาพลังงานหมุนเวียนให้เพียงพอและการปรับปรุงระบบสายส่งเพื่อรองรับความผันผวน
-
• อุปสรรคทางเศรษฐศาสตร์ของระบบโซลาร์ภาคประชาชน
แม้รัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่กลไกการรับซื้อไฟฟ้าคืนในราคาเพียง 2.20 บาทต่อหน่วย เทียบกับราคาขายที่ระดับเกือบ 5 บาทต่อหน่วย ถือเป็นความท้าทายในการสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้เกิดผู้ผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์อย่างแท้จริง
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานและบุคคลสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายพลังงาน มีดังนี้
-
1. รัฐบาลและกระทรวงพลังงาน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ผลักดันหลักในการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และนโยบาย One Stop Service สำหรับโซลาร์รูฟท็อป ขณะที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคประชาชนเพื่อรื้อโครงสร้างค่าไฟฟ้าและกองทุนน้ำมัน
-
2. หน่วยงานกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีผู้บริหารระดับสูงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จากคดีลักลอบใช้ไฟฟ้าขุดบิทคอยน์ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐและส่งผลกระทบต่อต้นทุนสูญเสียทางไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับ
-
3. ภาคเอกชนกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) เป็นผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยได้เตรียมแผนขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล
-
4. ภาคประชาสังคมและภาคการเมือง
คณะทำงานภาคประชาชน ซึ่งประกอบด้วยสภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการยื่นข้อเสนอ 8 ข้อเพื่อปฏิรูปราคาพลังงาน ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ส่วนต่างราคาซื้อขายไฟฟ้าของระบบโซลาร์เซลล์ที่ยังเป็นภาระต่อประชาชน
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
ประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่ภาคประชาสังคมและประชาชนทั่วไปควรติดตามอย่างใกล้ชิด มีดังนี้
-
• การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่
ประชาชนควรจับตาการเปิดรับฟังความคิดเห็นของแผน PDP พ.ศ. 2569-2593 ว่าจะมีการจัดการกับปัญหาไฟฟ้าสำรองล้นระบบอย่างไร และสัดส่วนการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้า (LNG) จะถูกลดทอนลงเพื่อควบคุมค่าไฟในระยะยาวได้จริงหรือไม่
-
• ความโปร่งใสในการบริหารเงินกู้ 4 แสนล้านบาท
ควรติดตามการจัดสรรงบประมาณของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่าเงินลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 2 แสนล้านบาท จะถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือสร้างภาระหนี้สาธารณะโดยไม่เกิดประโยชน์สูงสุด
-
• ข้อสรุปของคณะทำงานภาคประชาชนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน
ติดตามผลการหารือระหว่างกระทรวงพลังงานและเครือข่ายผู้บริโภค ว่าข้อเสนอการปรับลดภาระกองทุนน้ำมันและโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได จะถูกนำไปบังคับใช้เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการคิดค่าพลังงานหรือไม่
-
• กลไกการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคประชาชน
ควรผลักดันและจับตานโยบายของรัฐบาลในการทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าคืนจากระบบโซลาร์รูฟท็อป เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและคุ้มค่าต่อการลงทุนของภาคครัวเรือนตามเจตนารมณ์ที่ต้องการส่งเสริมพลังงานสะอาด
-
• การจัดการขยะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
จากกรณีพบการลักลอบขนส่งและรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมเถื่อน ประชาชนควรติดตามมาตรการของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมายควบคุมและกำจัดกากแบตเตอรี่ EV ที่กำลังจะกลายเป็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน
