รายงานข่าวระบบไฟฟ้ากลุ่มประเทศ EU & UK (EU&UK Grid Weekly) ประจำสัปดาห์ 04-Jul-2026 ถึง 10-Jul-2026
ประเด็นข่าวที่ 1 : Ofgem อนุมัติการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์สำหรับตลาดบริการตอบสนองความถี่ของสหราชอาณาจักร กระทบโดยตรงต่อระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
รายละเอียด:
- Ofgem ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลพลังงานของสหราชอาณาจักร ได้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ควบคุมตลาดบริการตอบสนองความถี่ (Frequency Response) ในกลุ่ม Dynamic Response ซึ่งดำเนินการโดย National Energy System Operator (NESO) โดยการเปลี่ยนแปลงจะมีผลบังคับใช้เป็นสองระยะคือในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 และมกราคม พ.ศ. 2570
- การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการเชื่อมโยงสถานะความพร้อมจ่าย (Availability) ในตลาด Balancing Mechanism (BM) เข้ากับการให้บริการตอบสนองความถี่ โดยหากหน่วยผลิตไฟฟ้า (Balancing Mechanism Unit – BMU) ใดไม่สามารถส่งการแจ้งเตือนทางกายภาพขั้นสุดท้าย (Final Physical Notification – FPN) ที่ถูกต้องได้ จะถือว่าหน่วยนั้นไม่พร้อมให้บริการในตลาด Dynamic Response โดยไม่คำนึงถึงความสามารถทางเทคนิคที่แท้จริง
- ข้อเสนอของ NESO ในการใช้ระบบบทลงโทษแบบขั้นบันได (tiered penalty) สำหรับผู้ให้บริการที่ไม่สามารถทำตามเป้าหมายความพร้อมจ่ายได้นั้นถูกปฏิเสธโดย Ofgem เนื่องจากยังขาดการปรึกษาหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ แต่ยังคงเปิดโอกาสให้เสนอใหม่ได้ในอนาคต
ผลกระทบ:
- การเชื่อมโยงข้อมูล FPN กับความพร้อมจ่ายในตลาดตอบสนองความถี่ จะสร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ต้องมีความแม่นยำในการวางแผนและแจ้งสถานะของสินทรัพย์มากขึ้น ความผิดพลาดในการส่งข้อมูลอาจนำไปสู่การสูญเสียรายได้จากตลาดบริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ BESS
- การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของ NESO และ Ofgem ในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของตลาดบริการเสริมความมั่นคงฯ เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูงขึ้นในระบบไฟฟ้าของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ ที่กำลังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ว่าการออกแบบตลาดและกฎเกณฑ์ที่รัดกุมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของกริด
ที่มา: pv magazine Global, 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 2 : รายงานชี้การขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน และความยืดหยุ่นในยุโรปยังตามหลังการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน
รายละเอียด:
- รายงานล่าสุดจาก European Climate Neutrality Observatory (ECNO) ระบุว่าการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า (Grids) ระบบกักเก็บพลังงาน (Storage) และความยืดหยุ่นของระบบ (Flexibility) ในสหภาพยุโรปยังคงเติบโตไม่ทันกับการขยายตัวของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
- ในปี พ.ศ. 2568 พลังงานหมุนเวียนแบบผันแปร (Variable Renewables) มีสัดส่วนคิดเป็น 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดใน EU แต่ ECNO ชี้ว่าอัตราการเติบโตระหว่างปี พ.ศ. 2563-2568 นั้น “ช้าเกินไป” ที่จะบรรลุเป้าหมายที่ 58% ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายสภาพภูมิอากาศปี พ.ศ. 2583 ของคณะกรรมาธิการยุโรป
- รายงานเน้นย้ำว่า การตัดทอนการผลิตไฟฟ้า (Curtailment) และข้อจำกัดด้านความยืดหยุ่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นช้ากว่ากำลังการผลิตติดตั้ง และชี้ว่าการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าโดยเฉพาะสายส่งระดับจำหน่าย (Distribution Grid) ต้องเพิ่มขึ้น 12% ถึง 25% ต่อปีเพื่อแก้ปัญหาคอขวด
ผลกระทบ:
- ปัญหาคอขวดของโครงข่ายไฟฟ้าเป็นความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของยุโรป การที่โครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้ จะนำไปสู่การสูญเสียโอกาสในการใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มศักยภาพ และอาจทำให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านสูงขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งาน (Stranded Assets)
- ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศที่กำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด โดยชี้ให้เห็นว่านโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนต้องดำเนินควบคู่ไปกับการวางแผนและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างเป็นระบบ ทั้งการขยายสายส่ง, การติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน, การส่งเสริมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) และการติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อให้ระบบไฟฟ้าโดยรวมมีความยืดหยุ่นและมั่นคง
ที่มา: pv magazine Global, 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 3 : EU จ่อห้ามใช้อินเวอร์เตอร์จากจีนในโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุน หวั่นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เตรียมออกมาตรการจำกัดการให้ทุนสนับสนุนจาก EU แก่โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้อินเวอร์เตอร์จากซัพพลายเออร์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะจากประเทศจีน ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)
- Wood Mackenzie บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านพลังงาน วิเคราะห์ว่านโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในยุโรปถึง 14% หรือคิดเป็นปริมาณกว่า 28 GWdc ในช่วงปี พ.ศ. 2569 ถึง 2573 และกระทบต่อการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน 12%
- ประเทศในกลุ่มยุโรปกลางและตะวันออก (CEE) เช่น โรมาเนีย บัลแกเรีย และกรีซ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการจัดหาอุปกรณ์จากจีนสูงและมีความอ่อนไหวต่อราคา ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในภูมิภาค CEE ได้ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาค
ผลกระทบ:
- ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นของการใช้ประเด็นความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเป็นปัจจัยในการกำหนดนโยบายพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน การกีดกันอินเวอร์เตอร์จากจีนอาจผลักดันให้เกิดการสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดภายในยุโรป (Reshoring) เพื่อลดการพึ่งพาและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและดิจิทัล
- ผู้พัฒนาโครงการในยุโรปอาจต้องเผชิญกับต้นทุนโครงการที่สูงขึ้น 2% ถึง 8% จากการเปลี่ยนไปใช้ซัพพลายเออร์ทางเลือกซึ่งมีราคาแพงกว่า นอกจากนี้ยังอาจเกิดความซับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างและการออกแบบระบบ โดยเฉพาะโครงการแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่ต้องแยกส่วนแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ออกจากกัน ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ต่อรูปแบบธุรกิจและการเงินของโครงการพลังงานสะอาด
ที่มา: pv magazine Global, 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 และ Balkan Green Energy News, 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 4 : รัฐบาลสหราชอาณาจักรอนุมัติโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่รวม 1.2 GW เตรียมพร้อมสำหรับการประมูลรอบใหม่
รายละเอียด:
- รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้อนุมัติคำสั่งให้ความยินยอมในการพัฒนา (Development Consent Orders) สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ 3 โครงการในอังกฤษ รวมกำลังการผลิตกว่า 1.2 GW ภายในระยะเวลาเพียง 5 วัน
- โครงการที่ได้รับอนุมัติประกอบด้วย One Earth Solar Farm ขนาด 740 MW ใน Nottinghamshire, Peartree Hill Solar Farm ขนาด 320 MW ใน East Yorkshire และ Dean Moor Solar Farm ขนาด 150 MW ใน West Cumbria โดยทั้งสามโครงการจะมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ควบคู่ไปด้วย
- โครงการเหล่านี้ผ่านกระบวนการอนุมัติสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญระดับชาติ (National Significant Infrastructure Planning – NSIP) ซึ่งใช้สำหรับโครงการขนาดใหญ่เกิน 100 MW โดยการตัดสินใจสุดท้ายมาจากรัฐบาลกลางแทนที่จะเป็นหน่วยงานท้องถิ่น
ผลกระทบ:
- การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่พร้อมกันหลายโครงการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านพลังงานและบรรลุเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ 45 GW ภายในปี พ.ศ. 2573 การอนุมัติที่รวดเร็วนี้เกิดขึ้นก่อนการเปิดประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนรอบที่ 8 (Contracts for Difference – CfD Allocation Round 8) ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้
- ความท้าทายต่อไปสำหรับโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้คือการเชื่อมต่อเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดที่สำคัญในสหราชอาณาจักร การอนุมัติโครงการเป็นเพียงขั้นตอนแรก และความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถของ National Energy System Operator (NESO) ในการบริหารจัดการคิวการเชื่อมต่อและเร่งรัดการเสริมความแข็งแกร่งของโครงข่ายสายส่งให้ทันท่วงที
ที่มา: pv magazine Global, 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 และ Power Technology, 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 5 : เยอรมนีนำร่องใช้เทคโนโลยีตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าอนุกรมในระบบจำหน่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 260%
รายละเอียด:
- โครงการนำร่องในรัฐทือริงเงิน ประเทศเยอรมนี ได้ติดตั้งตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้าอนุกรมสำหรับระบบไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium-voltage Series Regulator – MSLR) ซึ่งพัฒนาร่วมกันโดย Thüga Aktiengesellschaft, TEN Thูringer Energienetze และ Hitachi Energy
- อุปกรณ์ MSLR ทำหน้าที่ควบคุมแรงดันไฟฟ้าในสายส่งจำหน่าย (Distribution Grid) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เชื่อมต่อเข้ามาในระบบ จากการคำนวณเชิงแบบจำลองพบว่าสามารถเพิ่มศักยภาพการรองรับได้ถึง 260%
- เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัด สามารถติดตั้งในสถานีไฟฟ้าย่อยที่มีอยู่เดิมได้โดยไม่ต้องมีการก่อสร้างเพิ่มเติม ทำให้เป็นทางเลือกที่รวดเร็วและประหยัดกว่าการขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ประสบปัญหาคอขวดของกริดจากการเติบโตของโซลาร์รูฟท็อป
ผลกระทบ:
- เทคโนโลยี MSLR เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของแนวทาง Non-Wires Alternatives (NWA) ที่มุ่งแก้ปัญหาข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีแทนการสร้างสายส่งใหม่ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบ การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในวงกว้างจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านกริดได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ความสำเร็จของโครงการนำร่องนี้อาจเป็นต้นแบบให้กับผู้ให้บริการระบบจำหน่ายไฟฟ้า (DSO) ทั่วโลกในการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การกระจายศูนย์ของแหล่งผลิตไฟฟ้า (Decentralization) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การนำอุปกรณ์ควบคุมที่ชาญฉลาดมาใช้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมได้
ที่มา: pv magazine Global, 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 6 : Vopak เข้าซื้อกิจการ Green Energy Storage และอนุมัติโครงการ BESS ขนาด 200MW/800MWh ในเนเธอร์แลนด์
รายละเอียด:
- บริษัท Vopak ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ (79%) ในบริษัท Green Energy Storage (GES) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในเนเธอร์แลนด์ และได้อนุมัติการลงทุนในโครงการ BESS ขนาด 200 MW / 800 MWh ในเมือง Oosterhout
- มูลค่าการลงทุนรวมสำหรับการเข้าซื้อกิจการและการพัฒนาโครงการอยู่ที่ประมาณ 230 ล้านยูโร โครงการ BESS ดังกล่าวมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในเร็วๆ นี้ และจะเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงของเนเธอร์แลนด์ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2571
- ครึ่งหนึ่งของความจุของโครงการ (100 MW / 400 MWh) จะถูกให้บริการแก่บริษัท Greenchoice ภายใต้สัญญาให้บริการแบบ Tolling เป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้
ผลกระทบ:
- การลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการ BESS ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดระบบกักเก็บพลังงานในยุโรป ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการความยืดหยุ่นในระบบไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน และการสร้างรายได้จากบริการเสริมความมั่นคงต่างๆ
- โมเดลธุรกิจแบบสัญญา Tolling ซึ่งผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าถึงความจุของแบตเตอรี่โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงด้านการตลาด กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นสำหรับโครงการ BESS ขนาดใหญ่ เพราะช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนและทำให้โครงการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจเป็นรูปแบบที่น่าสนใจสำหรับตลาดเกิดใหม่ที่กำลังพิจารณาการลงทุนใน BESS
ที่มา: Power Technology, 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ประเด็นข่าวที่ 7 : ฝรั่งเศสจัดสรรกำลังการผลิต 300 MW ในการประมูลโครงการโซลาร์รูฟท็อปเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ชี้ราคาลดลงต่อเนื่อง
รายละเอียด:
- กระทรวงการเปลี่ยนผ่านเชิงนิเวศและความสมานฉันท์ของฝรั่งเศส (Ministry of Ecological and Solidarity Transition) ได้ประกาศผลการประมูลโครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม (C&I) รอบที่ 12 ซึ่งมีขนาดเกิน 500 kW
- มีโครงการที่ได้รับคัดเลือกทั้งสิ้น 326 โครงการ รวมกำลังการผลิต 300.2 MW โดยมีราคาเฉลี่ยสุดท้ายอยู่ที่ 0.082 ยูโรต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (ประมาณ 3.39 บาทต่อหน่วย) ซึ่งยืนยันแนวโน้มราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มนี้
- การประมูลครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอถึง 1,159 โครงการ รวมกำลังการผลิต 1,560 MW ซึ่งสูงกว่าปริมาณที่จัดสรรถึง 5 เท่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่าภาคส่วนนี้ยังคงพึ่งพาแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากจีนเป็นหลัก โดย DMEGC Solar และ Jinko Solar มีสัดส่วนรวมกันกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ได้รับการจัดสรร
ผลกระทบ:
- การแข่งขันที่สูงในการประมูลและการลดลงของราคาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของตลาด C&I Solar ในฝรั่งเศส และศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่แข่งขันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนในระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดของประเทศ
- การพึ่งพาแผงโซลาร์เซลล์จากผู้ผลิตจีนในสัดส่วนที่สูง ยังคงเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์สำหรับยุโรป ท่ามกลางนโยบายที่พยายามจะสร้างความมั่นคงทางห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดภายในทวีป (เช่น นโยบาย Net-Zero Industry Act) การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของผู้ผลิตในยุโรปเอง
ที่มา: pv magazine Global, 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- โครงการกังหันลมนอกชายฝั่ง Hollandse Kust West ขนาด 760 MW ของบริษัท Ecowende ในเนเธอร์แลนด์ ได้เริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเป็นครั้งแรกแล้ว โดยคาดว่าจะดำเนินการเต็มรูปแบบได้ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569
- Octopus Energy ในสหราชอาณาจักรเปิดตัวแบตเตอรี่สำหรับบ้านพักอาศัยแบบเสียบปลั๊ก (plug-in) รุ่น Nook Cube ขนาด 2 kWh ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์โดยเฉพาะ และเตรียมขยายตลาดไปยังเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน
- รายงานจาก ENTSO-E ชี้ว่าภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรีซ บัลแกเรีย และโรมาเนีย เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานสูงที่สุดในยุโรป เนื่องจากมีความแตกต่างของราคาไฟฟ้าในช่วงพีคและออฟพีคสูง
- รัฐบาลเยอรมนีมีแผนที่จะลดเงินอุดหนุนสำหรับปั๊มความร้อน (Heat Pump) ในอาคารที่อยู่อาศัย โดยจะลดเพดานค่าใช้จ่ายที่ขอรับการสนับสนุนได้ และปรับเกณฑ์การให้เงินโบนัสตามระดับรายได้ของครัวเรือน
- S&P Global Energy เผยรายชื่อบริษัทเทคโนโลยีสะอาดระดับ Tier 1 ประจำปี 2569 โดยมีผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ 15 ราย อินเวอร์เตอร์ 12 ราย และระบบกักเก็บพลังงาน 12 ราย ซึ่งสะท้อนภาพการแข่งขันและสถานะทางการเงินของซัพพลายเออร์ชั้นนำ