รายงานวิเคราะห์ข่าวพลังงานรายสัปดาห์ (Weekly Digest) ประจำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 – 5 กรกฎาคม 2569
บทสรุปผู้บริหาร
ภาพรวมข่าวสารด้านระบบไฟฟ้ากำลังและการบริหารจัดการพลังงานในรอบสัปดาห์ มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญในมิติการปรับโครงสร้างราคาและเสถียรภาพของระบบ ดังนี้
-
กระทรวงพลังงานเดินหน้าปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า
- มีความพยายามทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้า (PPA) และค่าความพร้อมจ่าย (AP) ของเอกชน เพื่อลดต้นทุนแฝงในระบบ
- เตรียมแยกภาระค่าไฟแสงสว่างสาธารณะมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฐานลงได้ เพื่อเป้าหมายลดค่าไฟกลุ่มเปราะบางให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย
-
การชี้แจงบทบาทและข้อพิพาทเชิงโครงสร้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
- กฟผ. ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาเรื่องการทำกำไร โดยยืนยันว่าอยู่ภายใต้การกำกับของ กกพ. และยังคงแบกรับภาระค่าเอฟทีค้างรับแทนประชาชนกว่า 35,928 ล้านบาท
- สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ. เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อรักษาสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของรัฐให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ในแผน PDP ฉบับใหม่ พร้อมคัดค้านการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจากองค์กร
-
มาตรการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
- รัฐบาลและ กกพ. เตรียมออกเกณฑ์เรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า และปรับสูตรราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT 2) ให้สะท้อนต้นทุนจริง ป้องกันการนำเงินไปอุดหนุนข้ามกลุ่มจนกระทบค่าไฟภาคประชาชน
-
การส่งเสริมพลังงานสะอาดภาคประชาชน
- กฟน. และ กฟภ. เปิดรับสมัครโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ปี 2569 โควตารวม 500 เมกะวัตต์ รับซื้อไฟส่วนเกินที่ 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นเวลา 10 ปี เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569
-
ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศต่อโครงข่ายไฟฟ้า
- ภัยพิบัติพายุในเขตลาดกระบังและน้ำป่าในภาคเหนือ ส่งผลให้เสาไฟฟ้าแรงสูงหักโค่นจำนวนมาก ขณะที่คลื่นความร้อนในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเวียดนาม สะท้อนความเปราะบางของระบบสายส่งเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดฉับพลัน
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบ
การวิเคราะห์แนวโน้มและผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์พลังงานที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ มีประเด็นที่ส่งผลต่อระดับมหภาคดังนี้
แนวโน้มค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน
- การแยกค่าไฟสาธารณะออกจากโครงสร้างเดิมจะช่วยลดภาระภาคครัวเรือนได้ทันที ทว่าในภาพรวมไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยลดลง ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังทรงตัว ทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
ผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุน
- การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ หากไทยเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า (Direct PPA) ล่าช้า อาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่าน
- อุปสงค์ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมหาศาลจากเศรษฐกิจดิจิทัลและยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้เกิดความท้าทายในการรักษาความมั่นคงของไฟฟ้าฐาน (Base Load) ส่งผลให้ภาคเอกชนเริ่มเสนอทางเลือกทางเทคโนโลยี เช่น การยื่นขอขยายอายุสัญญาโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือการศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่ออุดช่องว่างความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับรากหญ้าจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
- แม้การเปิดรับยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน แต่สงครามราคาที่รุนแรงจากค่ายรถยนต์ต่างชาติกำลังคุกคามห่วงโซ่อุปทานเดิม ส่งผลให้ธุรกิจผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สันดาปภายใน (SMEs) ของไทยเผชิญภาวะหดตัวและเสี่ยงต่อการเลิกจ้างงาน
ความเคลื่อนไหวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักที่กำหนดทิศทางนโยบายพลังงาน มีดังนี้
-
กระทรวงพลังงาน
- นำโดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นแกนหลักในการรื้อโครงสร้างค่าไฟแฝง เจรจาทบทวนสัญญาเอกชน และวางกฎเกณฑ์คุมเข้มการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
-
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
- เป็นหน่วยงานหลักในการผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน และกำลังถูกจับตาด้านความเป็นอิสระในการกำกับดูแล ท่ามกลางข้อเสนอทางการเมืองที่ต้องการให้ 3 การไฟฟ้าหลุดพ้นจากการกำกับดูแลของ กกพ.
-
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.
- นายนเรนทร์ฤทธิ์ สอาดวงศ์ ประธานสหภาพฯ เคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อปกป้องโครงสร้างองค์กร คัดค้านการลดทอนอำนาจการควบคุมระบบส่งไฟฟ้า และพยายามผลักดันสัดส่วนกำลังผลิตของรัฐในแผน PDP
-
ภาคีพันธมิตรเอกชนและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
- นำเสนอพิมพ์เขียวปฏิรูปพลังงาน เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชนด้านพลังงาน (กรอ.พลังงาน) และปลดล็อกระบบโครงข่ายไฟฟ้าเสรี (TPA) เพื่อสนับสนุนการซื้อขายไฟตรง (Direct PPA)
-
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกระทรวงมหาดไทย
- ได้รับบทบาทใหม่ในการเป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณค่าไฟแสงสว่างสาธารณะ และถูกผลักดันให้เร่งนำเสนอโครงการพลังงานสะอาดระดับฐานรากผ่านเงินกู้ของรัฐบาล
-
ภาคธุรกิจพลังงานและเทคโนโลยี
- บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด เคลื่อนไหวขอขยายสัญญาโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองแผนพลังงานชาติ
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ
ประเด็นทางยุทธศาสตร์ที่ภาคประชาสังคมและประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป มีดังนี้
-
การร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026)
- ควรติดตามสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าขั้นสุดท้าย ว่าจะมีการบรรจุเทคโนโลยีทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) หรือการต่ออายุโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเดิมหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าไฟระยะยาวและเป้าหมายสิ่งแวดล้อม
-
ความโปร่งใสในการจัดการงบประมาณค่าไฟสาธารณะ
- ควรจับตาการโอนย้ายภาระค่าไฟสาธารณะมูลค่า 20,000 ล้านบาท ว่ารัฐบาลจะใช้แหล่งเงินทุนใดมารองรับ หากใช้วิธีการกู้เงินอาจกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ย้อนกลับมาเป็นภาระของประชาชนในรูปแบบภาษีในอนาคต
-
กฎเกณฑ์การจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
- ควรติดตามการออกแบบโครงสร้างราคาไฟฟ้าสีเขียว (UGT) และนโยบาย Direct PPA สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้มั่นใจว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่จ่ายค่าพลังงานตามต้นทุนจริง โดยไม่เกิดการอุดหนุนข้ามสายซึ่งจะทำให้ค่าไฟภาคครัวเรือนแพงขึ้น
-
ความเป็นธรรมทางสังคมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
- ควรเฝ้าระวังข้อพิพาทเชิงพื้นที่ เช่น การใช้ที่ดิน ส.ป.ก. หรือป่าชุมชนเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวดำเนินไปโดยเคารพสิทธิการทำกินของชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง