EP.10. ฝ่าวิกฤตต้นทุนพลังงานโลกผันผวน: ชำแหละแผนรื้อ ‘ค่าไฟทางแฝง-สัญญาแอดเดอร์’ เพื่อความเป็นธรรมของประชาชน
ในวันที่ความมั่นคงทางพลังงานโลกเปราะบาง จากเหตุการณ์โรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas – LNG) ในกาตาร์ขัดข้องประกอบกับคลื่นความร้อนในยุโรปที่ดันราคาพลังงานพุ่งสูง ประเทศไทยกลับเผชิญวิกฤตที่ซ้ำเติมด้วยโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว การพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากภายนอกไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการที่เราปล่อยให้โครงสร้างราคาพลังงานกลายเป็นภาระที่ซ่อนเร้นของประชาชน
สิ่งที่เรียกว่า ‘ค่าไฟทางและไฟสาธารณะแฝง’ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 10-15 สตางค์ต่อหน่วย คือปัญหาหมักหมมที่ประชาชนต้องแบกรับมาเกือบ 40 ปี ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2530 ระบบนี้เดิมเป็นการแลกเปลี่ยนพื้นที่วางเสาไฟฟ้า แต่ในปัจจุบันที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีงบประมาณของตนเอง การปล่อยให้ประชาชนทั่วไปจ่ายค่าไฟส่องสว่างถนนผ่านบิลค่าไฟส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลและสะท้อนถึงการขาดธรรมาภิบาล
ยิ่งไปกว่านั้น เรายังติดหล่มกับ ‘สัญญาแอดเดอร์’ (Adder) หรือส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าที่รัฐการันตีให้โรงไฟฟ้าเก่ามาอย่างยาวนาน แม้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นจะคืนทุนและหมดค่าเสื่อมราคาไปแล้ว แต่กลไกนี้ยังคงเป็นเครื่องมือสร้างกำไรให้กลุ่มทุนใหญ่โดยไร้การปรับเปลี่ยนตามต้นทุนจริง สัญญาเหล่านี้เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ผูกขาดผลประโยชน์ และปฏิเสธไม่ได้ว่าการรักษาสัญญาเหล่านี้ไว้คือการเอาเงินจากกระเป๋าประชาชนไปอุดหนุนกลุ่มทุน
ผมเสนอทางออกที่ต้องทำทันที คือกระทรวงพลังงานและกระทรวงมหาดไทยต้องแยกบัญชีค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟภาคครัวเรือนอย่างเด็ดขาด ให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบตามงบประมาณจริง นี่ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชน แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานอย่างหลอดไฟแอลอีดี (LED) หรือเสาไฟโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการเจรจาทบทวนสัญญาแอดเดอร์ที่หมดอายุคืนทุนแล้ว เพื่อปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานในอนาคตต้องอาศัยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากรัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่น ก็ต้องเริ่มจากการเปิดเผยบัญชีพลังงานแห่งชาติให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์ เพื่อยุติระบบการผูกขาดที่ขูดรีดหยาดเหงื่อของคนไทย