ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : คณะกรรมาธิการยุโรปอนุมัติเงินช่วยเหลือ 600 ล้านยูโรสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานพลังงานข้ามพรมแดน
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อรับเงินทุนสนับสนุนภายใต้โครงการ Connecting Europe Facility for Energy (CEF Energy) โดยมีงบประมาณเบื้องต้น 600 ล้านยูโร
- เงินทุนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษาและงานก่อสร้างสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญข้ามพรมแดน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อชุดที่สองของโครงการผลประโยชน์ร่วม (Projects of Common Interest – PCIs) และโครงการผลประโยชน์ร่วมกับประเทศนอกสหภาพยุโรป (Projects of Mutual Interest – PMIs)
- โครงการนี้บริหารจัดการโดย Climate, Infrastructure and Environment Executive Agency (CINEA) โดยเปิดรับข้อเสนอจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 และจะมีการจัดกิจกรรมให้ข้อมูลออนไลน์ในวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
- นาย Dan Jørgensen กรรมาธิการด้านพลังงานและที่อยู่อาศัยของสหภาพยุโรป เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบพลังงานและเชื่อมโยงตลาดพลังงาน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้ในภูมิภาค
ผลกระทบ:
- การให้เงินทุนสนับสนุนโดยตรงนี้ถือเป็นมาตรการกระตุ้นที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าของยุโรปให้ทันสมัย (Grid Modernization) และส่งเสริมตลาดพลังงานแบบบูรณาการ (Integrated Energy Market) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนและเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานของทวีป
- เงินทุนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและเร่งรัดการตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น โครงข่ายไฮโดรเจน โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grids) และโครงข่ายดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CO2 Networks) ซึ่งล้วนเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานและบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของสหภาพยุโรป
ที่มา:
European Commission, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : รายงานชี้กลไก CBAM เริ่มส่งผลกระทบต่อรูปแบบการค้าไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก
รายละเอียด:
- สำนักเลขาธิการประชาคมพลังงาน (Energy Community Secretariat) ได้เผยแพร่รายงานฉบับแรกที่วิเคราะห์ผลกระทบของมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ต่อตลาดไฟฟ้า โดยพบการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าที่สำคัญในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569
- ปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ข้ามพรมแดนระหว่างสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศบอลข่านตะวันตก (WB6) ลดลง 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออกจาก WB6 ไปยัง EU ลดลง 8.1% และการส่งออกจาก EU ไปยัง WB6 ลดลงถึง 40.7%
- ส่วนต่างราคาไฟฟ้ารายวันล่วงหน้า (Day-Ahead) ระหว่างสองภูมิภาคกว้างขึ้น 2-3 เท่า โดยมีสาเหตุหลักมาจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่สูงเป็นพิเศษในกลุ่ม WB6 ทำให้ราคาไฟฟ้าในภูมิภาคดังกล่าวต่ำกว่า EU โดยเฉลี่ย 30 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง
- กลไก CBAM ซึ่งใช้ค่าการปล่อยคาร์บอนเริ่มต้น (Default Emission Factors) ทำให้ไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศในกลุ่ม WB6 (ยกเว้นแอลเบเนีย) ถูกพิจารณาเสมือนไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง และเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไฟฟ้าสะอาดมายัง EU
ผลกระทบ:
- รายงานนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า CBAM อาจสร้างผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ (Unintended Consequences) ต่อตลาดไฟฟ้า โดยการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของไฟฟ้าสะอาดจากประเทศนอก EU ที่ยังไม่มีระบบราคาคาร์บอนที่สอดคล้องกัน ซึ่งขัดต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนและการรวมตลาดพลังงาน
- ความแตกต่างระหว่างแผนการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์กับการไหลของไฟฟ้าจริงในระบบส่ง (Loop Flows) ที่เพิ่มขึ้น กำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภูมิภาคยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายในการออกแบบมาตรการทางการค้าที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างรอบด้าน
ที่มา:
Balkan Green Energy News, 29 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : สเปนเผชิญการเติบโตของระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (BESS) ถึง 589% ในหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศ
รายละเอียด:
- หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ทั่วประเทศในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2568 สเปนมีการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 28 เมกะวัตต์ เป็น 193 เมกะวัตต์ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 คิดเป็นการเติบโตถึง 589%
- รายงานการวิเคราะห์ชี้ว่าสาเหตุหลักของเหตุการณ์ไฟฟ้าดับมาจากการขาดความสามารถในการควบคุมแรงดันไฟฟ้า (Voltage Control) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (Synchronous Generation) และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียนในระบบ
- เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสเปนและหน่วยงานกำกับดูแลได้ออกมาตรการหลายอย่าง รวมถึงการกำหนดให้โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต้องมีส่วนร่วมในการให้บริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Ancillary Services) การเพิ่มการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาเสถียรภาพ และการเร่งรัดแผนการลงทุนขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568-2573)
ผลกระทบ:
- กรณีศึกษาของสเปนเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนไม่ได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นเพียงพอ โดยเหตุการณ์ไฟฟ้าดับได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนใน BESS อย่างมหาศาล
- ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่า BESS ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นองค์ประกอบที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูง นอกจากนี้ การที่สเปนต้องหันไปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาเสถียรภาพชั่วคราว แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการลงทุนเทคโนโลยีอื่นๆ ควบคู่กันไป เช่น Grid-Forming Inverters และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้ระบบในระยะยาว
ที่มา:
pv magazine Global, 29 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : EDF และ BW ESS เริ่มก่อสร้างเฟสแรกของโครงการแบตเตอรี่ Hams Hall ขนาด 350 เมกะวัตต์/1.24 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ในสหราชอาณาจักร
รายละเอียด:
- บริษัท EDF และ BW ESS ได้ร่วมมือกันเริ่มก่อสร้างเฟสแรกของโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) Hams Hall ทางตอนเหนือของวอร์ริกเชอร์ สหราชอาณาจักร
- โครงการเฟสแรกนี้มีขนาดกำลังการผลิต 350 เมกะวัตต์ และความจุ 1.24 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ทำให้มีระยะเวลาการจ่ายไฟต่อเนื่องนานถึง 3.5 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นโครงการแบตเตอรี่ที่มีระยะเวลาการจ่ายไฟยาวนานที่สุดที่ EDF เคยทำสัญญามา
- EDF ได้ทำข้อตกลงค้ำประกันรายได้ขั้นต่ำ (Floor Agreement) เป็นระยะเวลา 10 ปี และจะใช้แพลตฟอร์ม PowerShift ของตนเองในการบริหารจัดการการซื้อขายพลังงานจากแบตเตอรี่ในตลาดต่างๆ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ. 2569
ผลกระทบ:
- โครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ชัดเจนในตลาดยุโรปที่กำลังมุ่งสู่การพัฒนาระบบ BESS ที่มีระยะเวลาการจ่ายไฟนานขึ้น (Longer-Duration Storage) จากเดิมที่มุ่งเน้นการให้บริการตอบสนองความถี่ (Frequency Response) ซึ่งใช้เวลาสั้นๆ ไปสู่การบริหารจัดการพลังงาน (Energy Shifting) เพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนในภาพใหญ่
- รูปแบบธุรกิจที่มีข้อตกลงค้ำประกันรายได้ระยะยาวกับบริษัทพลังงานขนาดใหญ่อย่าง EDF ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้โครงการขนาดใหญ่นี้สามารถจัดหาเงินทุนได้สำเร็จ ซึ่งเป็นโมเดลที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในตลาด BESS ที่มีความเสี่ยงด้านรายได้ การใช้แพลตฟอร์ม AI เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Optimization) ยังชี้ให้เห็นว่า BESS กำลังกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
ที่มา:
Power Technology, 29 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : รัฐบาลกรีซเผชิญภาวะราคาไฟฟ้าติดลบจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมองว่าเป็นประโยชน์ทางอ้อมต่อผู้บริโภค
รายละเอียด:
- ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 กรีซประสบกับภาวะราคาไฟฟ้าในตลาดขายส่งเป็นศูนย์หรือติดลบเป็นเวลานานถึง 239.5 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเพียง 13 ชั่วโมงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
- สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบมีส่วนต่างราคา (Contracts for Difference – CfDs) เนื่องจากจะไม่ได้รับเงินชดเชยในช่วงเวลาที่ราคาเป็นศูนย์ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียรายได้ที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 60% ในเดือนเมษายน
- อย่างไรก็ตาม นาย Nikos Tsafos รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและพลังงานของกรีซ ระบุว่าภาวะราคาศูนย์เป็นประโยชน์สุทธิตต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะช่วยกดราคาขายส่งเฉลี่ยให้ต่ำลง และการชดเชยรายได้ให้ผู้ผลิตจะเท่ากับเป็นการนำผลประโยชน์นั้นไปจากผู้บริโภค
ผลกระทบ:
- ปรากฏการณ์นี้คือตัวอย่างคลาสสิกของ ‘Cannibalization Effect’ ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มากเกินไปในช่วงกลางวันได้ทำลายผลกำไรของโครงการเอง เป็นความท้าทายสำคัญที่หลายประเทศกำลังเผชิญ
- ท่าทีของรัฐบาลกรีซสะท้อนถึงทางเลือกเชิงนโยบายที่ยากลำบากระหว่างการอุ้มผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้การลงทุนดำเนินต่อไป หรือปล่อยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากราคาไฟฟ้าที่ถูกลง สถานการณ์นี้สร้างความเสี่ยงด้านการลงทุนอย่างมหาศาลและอาจชะลอการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ๆ หากไม่มีระบบกักเก็บพลังงานหรือมาตรการด้านการจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand-Side Management) เข้ามาช่วยดูดซับอุปทานส่วนเกิน
ที่มา:
Balkan Green Energy News, 30 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : คณะกรรมาธิการยุโรปฟ้องร้องกรีซ มอลตา และโปรตุเกสต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป ฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายพลังงานหมุนเวียน
รายละเอียด:
- คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้ตัดสินใจส่งเรื่องฟ้องร้องประเทศกรีซ มอลตา และโปรตุเกส ต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (Court of Justice of the European Union)
- สาเหตุหลักมาจากการที่ทั้งสามประเทศล้มเหลวในการนำข้อกำหนดของ Directive (EU) 2023/2413 ว่าด้วยการส่งเสริมพลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน มาปรับใช้เป็นกฎหมายภายในประเทศอย่างสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด (21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568)
- Directive ฉบับแก้ไขดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเร่งรัดการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนในทุกภาคส่วน ทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า ความร้อน-ความเย็น อาคาร การขนส่ง และอุตสาหกรรม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
- คณะกรรมาธิการฯ ได้ร้องขอให้ศาลฯ กำหนดบทลงโทษทางการเงินต่อทั้งสามประเทศ
ผลกระทบ:
- การดำเนินการทางกฎหมายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการยุโรปให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบังคับใช้กฎหมายด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ การตั้งเป้าหมายที่สูงเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้แน่ใจว่าประเทศสมาชิกนำไปปฏิบัติจริงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญกว่า
- มาตรการนี้เป็นการสร้างแรงกดดันให้ประเทศที่ดำเนินการล่าช้าต้องเร่งกระบวนการทางกฎหมายภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการว่ากรอบนโยบายของสหภาพยุโรปมีความน่าเชื่อถือและจะถูกบังคับใช้จริง อย่างไรก็ตาม มันยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางการเมืองและระบบราชการที่ประเทศสมาชิกต้องเผชิญในการแปลงนโยบายที่ซับซ้อนของ EU ให้เป็นกฎหมายระดับชาติ
ที่มา:
European Commission, 29 เมษายน 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : ฝรั่งเศสเปิดตัวแผนที่นำทางสู่การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นชาติแรกๆ ของโลก
รายละเอียด:
- รัฐบาลฝรั่งเศสได้เปิดตัวแผนที่นำทาง (Roadmap) ระดับชาติฉบับสมบูรณ์ เพื่อกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ณ การประชุม Santa Marta ที่ประเทศโคลอมเบีย โดยนาย Benoît Faraco ทูตพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศของฝรั่งเศส
- แผนดังกล่าวเป็นการรวบรวมเป้าหมายด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่เดิมให้เป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ. 2573, น้ำมันภายในปี พ.ศ. 2588 และก๊าซฟอสซิลภายในปี พ.ศ. 2593
- ยุทธศาสตร์หลักของแผนคือการใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคส่วนต่างๆ (Electrification) ทั้งการขนส่ง อาคาร และอุตสาหกรรม ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ (นิวเคลียร์ ลม แสงอาทิตย์ และไฟฟ้าพลังน้ำ) ควบคู่ไปกับการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอย่างมหาศาล
ผลกระทบ:
- แผนที่นำทางของฝรั่งเศสถือเป็นต้นแบบที่สำคัญสำหรับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ในการสร้างยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ชัดเจนและมีกรอบเวลาที่แน่นอน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวแก่นักลงทุนและภาคอุตสาหกรรม
- การเน้นย้ำเรื่อง Electrification และการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า เป็นการตอกย้ำว่าระบบไฟฟ้าคือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าอย่างมหาศาลในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและความซับซ้อนของระบบที่ต้องบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียน
ที่มา:
Carbon Brief, 30 เมษายน 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- Elektromreža Srbije (EMS) ผู้ดำเนินการระบบส่งของเซอร์เบีย ได้ลงนามสัญญาเชื่อมต่อระบบโครงข่ายสำหรับโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) จำนวน 7 โครงการ รวมกำลังการผลิต 724 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของตลาด BESS ในภูมิภาคบอลข่านตะวันตก
- รายงานจาก Positive Money ระบุว่าการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนช่วยลดค่าไฟฟ้าในสเปนและโปรตุเกสลงได้ 24.2% ในช่วงสองปีที่ผ่านมา และทำให้ทั้งสองประเทศพึ่งพาราคาก๊าซธรรมชาติน้อยลงถึง 53% เมื่อเทียบกับสามปีก่อน
- ระบบไฟฟ้าของสหราชอาณาจักรสร้างสถิติใหม่ โดยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงถึง 15.1 กิกะวัตต์ในวันที่ 23 เมษายน ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้า
- คณะกรรมาธิการยุโรปประสบความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมรอบแรกของกลไกไฮโดรเจนแห่งสหภาพยุโรป (EU Hydrogen Mechanism) ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้ใช้ที่มีศักยภาพ เพื่อกระตุ้นการพัฒนาตลาดไฮโดรเจนในยุโรป
- บริษัท RCT Hydrogen ได้เริ่มดำเนินการผลิตอิเล็กโทรไลเซอร์ในโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองซาร์บรึคเคิน ประเทศเยอรมนี โดยมีเป้าหมายกำลังการผลิต 250 เมกะวัตต์ต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไฮโดรเจนสีเขียว
