ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : Genex Power ปรับแผนโครงการ Bulli Creek สะท้อนความท้าทายของ Solar Duck Curve และการผงาดของ BESS
รายละเอียด:
- Genex Power ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ J-Power จากญี่ปุ่น ได้ประกาศปรับเปลี่ยนแผนโครงการ Bulli Creek ระยะที่ 1 ในรัฐควีนส์แลนด์ โดยลดขนาดฟาร์มโซลาร์จาก 775 MW เหลือ 300 MW และเพิ่มระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดใหญ่ 425 MW / 1,700 MWh
- นาย Craig Francis ซีอีโอของ Genex ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการไม่สามารถโน้มน้าวนักลงทุนในส่วนของทุน (equity investors) สำหรับโครงการโซลาร์เดี่ยวขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากความท้าทายจากราคาไฟฟ้าขายส่งที่ติดลบในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากปรากฏการณ์ “Solar Duck Curve”
- แผนใหม่นี้ได้เร่งให้มีการก่อสร้าง BESS ไปพร้อมกับการก่อสร้างฟาร์มโซลาร์ จากเดิมที่วางแผนจะสร้างในภายหลัง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่โครงการโซลาร์ขนาดใหญ่มักต้องพัฒนาควบคู่กับ BESS เพื่อบริหารจัดการพลังงาน (time-shift) ไปยังช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุดในตอนเย็น
ผลกระทบ:
– การปรับเปลี่ยนโครงการครั้งนี้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดถึงผลกระทบของ Solar Duck Curve ต่อความอยู่รอดเชิงพาณิชย์ของโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ (National Energy Market – NEM) โดยการพัฒนาโครงการโซลาร์แบบเดี่ยว (standalone) กลายเป็นรูปแบบธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
– การผนวก BESS ที่มีระยะเวลาการจ่ายไฟนาน (4 ชั่วโมง) เข้ามาในโครงการตั้งแต่ระยะแรก บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนักพัฒนาพลังงาน ที่มองว่า BESS ไม่ใช่เพียงส่วนเสริม แต่เป็นองค์ประกอบหลักที่จำเป็นในการสร้างรายได้และบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับกิจการไฟฟ้าทั่วโลกในการวางแผนโครงการพลังงานสะอาด
ที่มา: PV Magazine Australia, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : ARENA คัดเลือก 6 โครงการไฮโดรเจนสีเขียวขนาดใหญ่เข้าสู่รอบสุดท้ายของโปรแกรม Hydrogen Headstart
รายละเอียด:
- องค์กรพลังงานหมุนเวียนแห่งออสเตรเลีย (ARENA) ได้ประกาศรายชื่อ 6 โครงการที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในโครงการ Hydrogen Headstart Program รอบที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลกลางที่มุ่งสนับสนุนการผลิตไฮโดรเจนหมุนเวียนขนาดใหญ่
- โครงการที่ได้รับคัดเลือกประกอบด้วย bp, HIF, KEPCO, Origin Energy, Stanwell Corporation และ Fortescue ซึ่งครอบคลุมการผลิตไฮโดรเจนเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น แอมโมเนีย และเชื้อเพลิงทางเลือก โดยกระจายตัวอยู่ในหลายรัฐ
- รัฐบาลได้ปรับปรุงงบประมาณสำหรับโครงการนี้เป็น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบจะต้องส่งใบสมัครฉบับเต็มเพื่อรับการประเมินอย่างละเอียดต่อไป โครงการนี้ให้การสนับสนุนในรูปแบบ “production credit” หรือเครดิตการผลิตเป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อลดช่องว่างระหว่างต้นทุนการผลิตกับราคาตลาด
ผลกระทบ:
– การสนับสนุนของ ARENA ผ่านกลไก production credit เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนในระยะเริ่มต้นของอุตสาหกรรมไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งมีต้นทุนสูงและยังไม่มีความแน่นอนด้านตลาด กลไกนี้สามารถเป็นต้นแบบสำหรับประเทศอื่นๆ ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
– การมุ่งเน้นโครงการที่ผลิตอนุพันธ์ของไฮโดรเจน เช่น แอมโมเนียและเชื้อเพลิงทางเลือก สะท้อนทิศทางของออสเตรเลียในการเป็นผู้ส่งออกพลังงานสะอาดรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภาคอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนได้ยาก (hard-to-abate sectors) เช่น การขนส่งทางเรือและการบิน ซึ่งเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและการลดคาร์บอนที่สำคัญในระยะยาว
ที่มา: PV Magazine Australia, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : นโยบายอุดหนุนแบตเตอรี่ครัวเรือนของออสเตรเลียถูกวิเคราะห์ว่าเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีรายได้สูง กระตุ้นให้เกิดข้อถกเถียงด้านความเท่าเทียมทางพลังงาน
รายละเอียด:
- รัฐบาลกลางออสเตรเลีย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน Chris Bowen ประกาศความสำเร็จของโครงการ Cheaper Home Batteries ที่ช่วยให้มีการติดตั้งแบตเตอรี่ในครัวเรือนกว่า 380,000 ชุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีก่อน ซึ่งสูงกว่ายอดรวมในช่วงปี 2563 ถึงกลางปี 2568
- อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจาก Thomas Longden และ Debasish Das ชี้ให้เห็นว่าโครงการดังกล่าวเอื้อประโยชน์ต่อครัวเรือนในพื้นที่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าอย่างไม่สมส่วน โดยพบว่ามีการติดตั้งแบตเตอรี่และโซลาร์บนหลังคาเพิ่มขึ้นในย่านของผู้มีรายได้สูงอย่างมีนัยสำคัญ
- นโยบายอุดหนุนแบบ “มาก่อนได้ก่อน” (first-come, first-secured) ทำให้ครัวเรือนที่มีความพร้อมทางการเงินสามารถเข้าถึงเงินอุดหนุนได้เร็วกว่าและในสัดส่วนที่สูงกว่า ก่อนที่รัฐบาลจะปรับลดเงินอุดหนุนลง ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำทางพลังงาน (energy inequality)
ผลกระทบ:
– ประเด็นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ออกแบบนโยบายพลังงานทั่วโลก ว่าการออกแบบมาตรการอุดหนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสำหรับภาคครัวเรือน หากไม่คำนึงถึงมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ อาจนำไปสู่การขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำแทนที่จะเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม
– ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงนโยบาย เช่น การกำหนดเงินอุดหนุนตามจำนวนการติดตั้งในแต่ละพื้นที่ หรือการจัดสรรโควต้าพิเศษสำหรับพื้นที่รายได้น้อย เป็นแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างความเท่าเทียมและกระจายประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ทั่วถึงมากขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเผชิญในการมุ่งสู่ Net Zero
ที่มา: PV Magazine Australia, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : ระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (BESS) กำลังเข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติสำหรับช่วงพีคในรัฐควีนส์แลนด์อย่างรวดเร็ว
รายละเอียด:
- ข้อมูลจาก Open Electricity แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตลาดไฟฟ้าของรัฐควีนส์แลนด์ ซึ่งเป็นรัฐที่พึ่งพาถ่านหินมากที่สุดในออสเตรเลีย โดยระบบแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กำลังเข้ามามีบทบาทในการจ่ายไฟฟ้าช่วงความต้องการสูงสุดในตอนเย็น (evening peak) แทนที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (gas peaker) อย่างรวดเร็ว
- ในอดีตโรงไฟฟ้าก๊าซเคยเป็นผู้เล่นหลักในช่วงพีค แต่ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนเกือบจะแทนที่การผลิตจากก๊าซทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าว
- การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันทางต้นทุนและความยืดหยุ่นของแบตเตอรี่ที่สามารถกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ราคาถูกในช่วงกลางวันและปล่อยออกมาในช่วงเย็นที่มีราคาสูง
ผลกระทบ:
– ปรากฏการณ์นี้ท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่าก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่จำเป็นสำหรับการสร้างสมดุลในระบบไฟฟ้าที่มีพลังงานหมุนเวียนสูง บทบาทของโรงไฟฟ้าก๊าซอาจจะลดลงเหลือเพียงการสำรองสำหรับความต้องการตามฤดูกาล (seasonal lulls) แทนที่จะเป็นการใช้งานรายวัน
– แนวโน้มนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนต่อผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนว่า BESS คือเทคโนโลยีหลักในการบริหารจัดการความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในยุคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ และอาจเร่งให้เกิดการปลดระวางโรงไฟฟ้าก๊าซเดิมเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ที่มา: RenewEconomy, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : การเติบโตของ Data Center สร้างความท้าทายต่อระบบไฟฟ้า และจุดประกายให้เกิดการถกเถียงระหว่างการใช้แบตเตอรี่และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรอง
รายละเอียด:
- การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center โดยเฉพาะที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังสร้างความต้องการไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่สำหรับผูวางแผนระบบไฟฟ้าในออสเตรเลีย
- บทวิเคราะห์โดย David Leitch ชี้ว่ามาตรฐานความพร้อมใช้งาน (uptime) ที่สูงของ Data Center ระดับ Tier IV (99.995%) บังคับให้ต้องมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองขนาดเท่ากับโหลดที่ใช้งาน ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่พึ่งพาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล (diesel gensets)
- มีข้อเสนอแนะว่าระบบแบตเตอรี่ (BESS) สามารถทำหน้าที่ทดแทนดีเซลได้ในกรณีไฟฟ้าดับส่วนใหญ่ (short-duration outages) อีกทั้งยังสามารถสร้างรายได้จากการให้บริการเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (grid services) แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์กรณีไฟฟ้าดับเป็นเวลานาน (long-duration outages) ได้อย่างคุ้มค่า
ผลกระทบ:
– ภาระไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก Data Center จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนขยายโครงข่ายไฟฟ้าและการลงทุนในแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่ หากไม่มีการวางแผนอย่างรอบคอบอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบและความมั่นคงทางพลังงาน
– ประเด็นนี้เปิดโอกาสให้ BESS แสดงศักยภาพในการเป็นโซลูชันที่สะอาดและยืดหยุ่นกว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล แต่จำเป็นต้องมีการพัฒนากรอบนโยบายและกฎระเบียบที่ส่งเสริมการใช้ BESS สำหรับไฟฟ้าสำรอง เช่น การอนุญาตให้ Data Center เข้าร่วมในตลาดบริการเสริมความมั่นคง (ancillary services) หรือการสร้างโมเดลทางธุรกิจที่ผสมผสานระหว่าง BESS และดีเซลเพื่อความน่าเชื่อถือสูงสุด ซึ่งเป็นแนวทางที่ Utility และผู้กำกับดูแลกิจการพลังงานทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ
ที่มา: RenewEconomy, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : Livium ประสบความสำเร็จในการรีไซเคิลแบตเตอรี่จากโครงการ BESS ชุมชน ตอกย้ำความสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียน
รายละเอียด:
- Livium บริษัทรีไซเคิลแบตเตอรี่ในรัฐวิกตอเรีย ผ่านบริษัทในเครือ Envirostream Australia ได้ดำเนินโครงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 348 โมดูลจากระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ชุมชน (Community BESS) ของบริษัท Synergy ที่ Alkimos Beach ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย
- กระบวนการรีไซเคิลครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งจากเวสเทิร์นออสเตรเลียมายังโรงงานในวิกตอเรีย การแยกชิ้นส่วน การคายประจุ และการสกัดวัสดุ โดยสามารถกู้คืนวัสดุที่มีค่าได้ประมาณ 16.3 ตัน คิดเป็นอัตราการกู้คืน (recovery rate) ที่ 71.5%
- วัสดุที่กู้คืนได้ประกอบด้วยเหล็ก (34%) ผงโลหะผสม (mixed metal dust) ที่มีลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์ (28.4%) ทองแดง (4.8%) และอลูมิเนียม (1.5%) ซึ่งจะถูกส่งกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเพื่อนำไปใช้ใหม่
ผลกระทบ:
– ความสำเร็จของโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศการรีไซเคิลแบตเตอรี่ภายในประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นต่อความยั่งยืนของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเติบโตของตลาด BESS และยานยนต์ไฟฟ้า
– การสร้างขีดความสามารถในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ (grid-scale) จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าแร่ธาตุสำคัญ สร้างความมั่นคงทางทรัพยากร และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ที่หลายประเทศรวมถึงออสเตรเลียให้ความสำคัญ
ที่มา: PV Magazine Australia, 14 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : รัฐนิวเซาท์เวลส์เร่งอัดฉีดงบประมาณ 60 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างการยอมรับในชุมชนสำหรับเขตพลังงานหมุนเวียน (REZ) ก่อนเริ่มการก่อสร้าง
รายละเอียด:
- รัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ (NSW) โดยรัฐมนตรีพลังงาน Penny Sharpe ได้ประกาศจัดสรรงบประมาณกองทุนชุมชนก้อนแรกมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สำหรับพื้นที่ New England และ Upper Hunter ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Zone – REZ) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
- การจัดสรรงบประมาณล่วงหน้านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งมอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ชุมชน เช่น ศูนย์เยาวชนและสนามกีฬา ก่อนที่จะเริ่มการก่อสร้างโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าและโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นแนวทางเชิงรุกเพื่อสร้างการยอมรับและการมีส่วนร่วมจากชุมชน (social license)
- หน่วยงาน EnergyCo ซึ่งรับผิดชอบการพัฒนา REZ จะทำงานร่วมกับสภาท้องถิ่นและชุมชนในการออกแบบการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ในเขต Central-West Orana REZ ที่การให้ผลประโยชน์แก่ชุมชนตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดแรงต่อต้านได้
ผลกระทบ:
– การสร้างการยอมรับจากชุมชนเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สายส่งไฟฟ้าและฟาร์มกังหันลม การให้ผลประโยชน์แก่ชุมชนล่วงหน้าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถลดความขัดแย้งและสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน
– โมเดลของ NSW นี้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วโลก แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในชุมชนไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่เป็นการลงทุนเพื่อ “ลดความเสี่ยง” ของโครงการ และสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความพร้อมทางเทคนิคและทางการเงิน
ที่มา: RenewEconomy, 14 พฤษภาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ Glenrowan BESS ขนาด 400 MW / 1,600 MWh ในรัฐวิกตอเรีย โดย Akaysha Energy ได้รับการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อมจากรัฐบาลกลางแล้ว
- รัฐเซาท์ออสเตรเลียเผชิญกับกฎการวางผังเมืองที่อาจบังคับให้บ้านสร้างใหม่ต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อท่อก๊าซ แม้ว่าเจ้าของบ้านจะไม่ต้องการใช้งานก็ตาม ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
- บริษัท Yindjibarndi Energy Corporation ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างชนพื้นเมืองและนักพัฒนาพลังงานหมุนเวียน ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 30 ปีกับ Rio Tinto เพื่อพัฒนาโครงการ Jinbi Solar ในภูมิภาคพิลบารา
- รัฐบาลนิวซีแลนด์เตรียมทบทวนกฎระเบียบการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาสำหรับที่อยู่อาศัยและธุรกิจขนาดกลาง เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและส่งเสริมการติดตั้งให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยอาจใช้โมเดลของรัฐวิกตอเรียเป็นแบบอย่าง
- เกาะโซโลมอนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เตรียมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลที่คิดเป็น 98% ของการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน
