ประเด็นประเด็นข่าวที่ 1 : IRENA ชี้พลังงานหมุนเวียนพร้อมระบบกักเก็บพลังงานสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงในราคาที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว
รายละเอียด:
- รายงานฉบับใหม่จากองค์การพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency – IRENA) ระบุว่า ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ทำงานควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง
- ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยแบบปรับปรุงแล้ว (Firm Levelised Costs of Electricity) ของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Solar plus Storage) อยู่ในช่วง 54 ถึง 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ในพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์สูง ซึ่งแข่งขันได้และมีราคาถูกกว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในจีน (70-85 ดอลลาร์สหรัฐ/MWh) และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่ทั่วโลก (มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐ/MWh) อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบ:
– รายงานนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญเชิงเศรษฐศาสตร์พลังงาน โดยเปลี่ยนมุมมองจากคำถามที่ว่าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถเป็นแหล่งพลังงานหลัก (Baseload) ได้หรือไม่ ไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่าพลังงานหมุนเวียนสามารถทำได้ในราคาที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนในโรงไฟฟ้าฟอสซิลใหม่ๆ ทั่วโลก
– ประเด็นท้าทายของอุตสาหกรรมไฟฟ้าจะเปลี่ยนจากการมุ่งลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า (Generation Cost) ไปสู่การบริหารจัดการต้นทุนการเชื่อมโยงและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (System Integration Cost) สิ่งนี้จะสร้างแรงผลักดันมหาศาลให้เกิดการพัฒนากลไกตลาดไฟฟ้าที่ให้คุณค่ากับความยืดหยุ่น (Flexibility) เช่น ตลาดบริการเสริมความมั่นคง (Ancillary Services) และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับระบบกักเก็บพลังงานและเทคโนโลยีด้านการจัดการฝั่งอุปสงค์ (Demand Side Management)
ที่มา: Carbon Brief, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 2 : สหราชอาณาจักร: พลังงานลมและแสงอาทิตย์สร้างสถิติใหม่ ช่วยลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมูลค่า 1.7 พันล้านปอนด์หลังเกิดสงคราม
รายละเอียด:
- บทวิเคราะห์โดย Carbon Brief เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในสหราชอาณาจักรได้สร้างสถิติใหม่ โดยผลิตได้รวมกันถึง 21 เทระวัตต์-ชั่วโมง (TWh)
- การผลิตไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากพลังงานหมุนเวียนนี้ ช่วยให้สหราชอาณาจักรหลีกเลี่ยงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 41 TWh คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.7 พันล้านปอนด์ และส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลดลงเกือบหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมีนาคมและเมษายน
ผลกระทบ:
– ข้อมูลนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของพลังงานหมุนเวียนต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยช่วยลดการพึ่งพิงตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าที่มีความผันผวนสูงได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
– การที่พลังงานหมุนเวียนเข้ามาแทนที่ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงขึ้น ได้สร้างแรงกดดันต่อรูปแบบธุรกิจของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเดิม (Peaking Plant) ซึ่งยังคงมีความจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการทบทวนและออกแบบโครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่ เช่น ตลาดกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Capacity Market) เพื่อให้สามารถประเมินมูลค่าและให้ผลตอบแทนแก่โรงไฟฟ้าที่ให้ความยืดหยุ่นและความมั่นคงแก่ระบบได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว
ที่มา: Carbon Brief, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 3 : กรีซและฝรั่งเศสเผชิญภาวะราคาไฟฟ้าติดลบและการตัดลดการผลิตไฟฟ้า (Curtailment) รุนแรง กระทบเสถียรภาพทางการเงินของผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย
รายละเอียด:
- ในกรีซ ราคาไฟฟ้าขายส่งในช่วงเวลากลางวันที่มีแดดจัด (8:00-18:00 น.) ได้ลดลงอย่างรุนแรงจนแตะระดับศูนย์หรือติดลบอยู่บ่อยครั้ง ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่ามีการตัดลดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Curtailment) ไปแล้วถึง 876.5 GWh ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ส่งผลให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็กสูญเสียรายได้ถึง 62-70% ในเดือนมีนาคมและเมษายน
- สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้นในฝรั่งเศส โดยราคาไฟฟ้าติดลบทำสถิติต่ำสุดใหม่ใกล้ระดับ -500 ยูโร/MWh ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (ติดตั้งใหม่ 6 GW ในปี 2568) ประกอบกับความยืดหยุ่นในการปรับลดกำลังผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ลดลง
ผลกระทบ:
– ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพความท้าทายที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน นั่นคือการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและโครงสร้างตลาดที่ยังตามไม่ทันการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน การเกิด Curtailment และราคาติดลบเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบบไฟฟ้าขาดความยืดหยุ่น (Flexibility) และมีข้อจำกัดของสายส่ง (Grid Congestion)
– วิกฤตการณ์นี้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลให้ต้องเร่งลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) และการสร้างกลไกตลาดเพื่อส่งเสริมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ความเสี่ยงทางการเงินของผู้ประกอบการรายย่อยอาจส่งผลให้การลงทุนในพลังงานสะอาดชะลอตัวลง และอาจนำไปสู่การควบรวมกิจการโดยผู้เล่นรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า
ที่มา: pv magazine International, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 4 : ฟินแลนด์นำร่องโมเดลธุรกิจใหม่: นำความร้อนทิ้งจาก Data Center ของ Microsoft มาใช้ในระบบ District Heating ขนาดใหญ่
รายละเอียด:
- บริษัท Fortum ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพลังงานของฟินแลนด์ ได้เริ่มดำเนินการโรงงาน Heat Pump ขนาดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม 2 แห่ง เพื่อนำความร้อนส่วนเกิน (Excess Heat) จากศูนย์ข้อมูล (Data Center) แห่งใหม่ 2 แห่งของบริษัท Microsoft มาใช้ประโยชน์
- ความร้อนทิ้งจากศูนย์ข้อมูลดังกล่าวมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการความร้อนได้ถึง 40% ของระบบทำความร้อนแบบรวมศูนย์ (District Heating) ในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมผู้ใช้งานกว่า 250,000 ราย โดยโครงการจะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนในปีหน้า
ผลกระทบ:
– โมเดลนี้เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วน (Sector Coupling) และแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในภาคพลังงาน ในขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลและ AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด การจัดการความร้อนทิ้งกลายเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งโครงการนี้ได้เปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสในการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคความร้อน
– สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค (Utility) นี่คือการสร้างโมเดลธุรกิจและแหล่งรายได้ใหม่จากการให้บริการพลังงานในรูปแบบบูรณาการ และสร้างความสัมพันธ์เชิงพึ่งพากับลูกค้ารายใหญ่ แนวทางนี้อาจกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการพิจารณาอนุมัติการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในอนาคต โดยกำหนดให้ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถนำความร้อนทิ้งไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการวางแผนพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าและผังเมืองอุตสาหกรรม
ที่มา: pv magazine International, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 5 : เยอรมนี: สตาร์ทอัพ Lade GmbH เปิดตัวระบบชาร์จไฟฟ้าแบบสองทิศทาง (Bidirectional Charging) ที่พร้อมรองรับการใช้งานขนาดใหญ่
รายละเอียด:
- Lade GmbH สตาร์ทอัพจากเยอรมนี ได้เปิดตัวระบบชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แบบสองทิศทาง (Bidirectional Charging) รุ่น Lade One ซึ่งรองรับการชาร์จสูงสุด 22 กิโลวัตต์ และถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการขยายผลในลานจอดรถหรือสถานีชาร์จขนาดใหญ่ (Charging Parks)
- ฮาร์ดแวร์ของระบบนี้ถูกออกแบบให้พร้อมสำหรับเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid (V2G) แล้ว โดยรอเพียงการอัปเดตซอฟต์แวร์เมื่อกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ ระบบยังมาพร้อมกับ AI Energy Manager ที่ช่วยบริหารจัดการการชาร์จให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และอัตราค่าไฟฟ้า
ผลกระทบ:
– การมีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่พร้อมใช้งานถือเป็นก้าวสำคัญที่ผลักดันให้แนวคิด V2G เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น แม้ว่ากรอบกฎระเบียบจะยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา แต่ความพร้อมของฮาร์ดแวร์จะช่วยเร่งให้เกิดการนำไปใช้งานได้ทันทีเมื่อนโยบายชัดเจน
– เทคโนโลยี V2G มีศักยภาพในการเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Storage) ขนาดมหึมา ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ควบคุมระบบไฟฟ้า (Grid Operator) ในการบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ให้บริการพลังงานในการรวบรวม (Aggregate) และบริหารจัดการสินทรัพย์เหล่านี้เพื่อสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้า
ที่มา: pv magazine International, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 6 : สเปน: Iberdrola ยกระดับโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ Valdecañas เพิ่มกำลังผลิตและผนวกรวมระบบแบตเตอรี่ไฮบริด
รายละเอียด:
- Iberdrola บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของสเปน ได้ดำเนินการปรับปรุงทางเทคนิคโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped-storage Hydro) Valdecañas โดยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 355 เมกะวัตต์ (MW) และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บพลังงานอีก 210 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh)
- โครงการปรับปรุงนี้ยังรวมถึงการติดตั้งระบบแบตเตอรี่แบบไฮบริด (Hybrid Battery) ขนาด 15 MW / 7.5 MWh เข้าไปด้วย ทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ทำหน้าที่เสมือน ‘แบตเตอรี่ยักษ์’ (Gigabattery) ที่สามารถดูดซับพลังงานไฟฟ้าส่วนเกินจากพลังงานแสงอาทิตย์และลม และจ่ายไฟฟ้ากลับเข้าระบบเมื่อมีความต้องการสูง
ผลกระทบ:
– การดำเนินการนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage – LDES) เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าในปริมาณมากและเป็นระยะเวลานาน ในขณะที่ระบบแบตเตอรี่ (BESS) เติบโตอย่างรวดเร็วสำหรับการให้บริการระยะสั้น (1-4 ชั่วโมง)
– การผสมผสานระหว่างโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและแบตเตอรี่ (Hybridization) คือแนวโน้มที่สำคัญ โดยแบตเตอรี่จะทำหน้าที่ตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Fast-response services) เช่น การควบคุมความถี่ (Frequency Regulation) ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำฯ จะทำหน้าที่เคลื่อนย้ายพลังงานปริมาณมากระหว่างช่วงเวลา (Energy Arbitrage) โมเดลนี้ช่วยให้สินทรัพย์สามารถสร้างรายได้จากบริการที่หลากหลาย (Revenue Stacking) และเป็นต้นแบบในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่มา: pv magazine International, 7 พฤษภาคม 2569
ประเด็นประเด็นข่าวที่ 7 : สหราชอาณาจักรประสบความสำเร็จในการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ทะลุ 2 ล้านแห่งทั่วประเทศ
รายละเอียด:
- ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงความมั่นคงทางพลังงานและ Net Zero (DESNZ) ของสหราชอาณาจักรระบุว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ประเทศมีการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์รวมแล้วกว่า 2,003,000 แห่ง โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 22.1 กิกะวัตต์ (GW)
- ในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียวมีการติดตั้งใหม่ถึง 27,607 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนการติดตั้งรายเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555 โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากการติดตั้งบนหลังคา (Rooftop) ของภาคที่อยู่อาศัย ซึ่งคิดเป็น 66% ของจำนวนการติดตั้งใหม่ในเดือนดังกล่าว
ผลกระทบ:
– ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Energy) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการลดค่าไฟฟ้าและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
– การเติบโตอย่างรวดเร็วของระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาเป็นความท้าทายสำคัญต่อการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าจำหน่าย (Distribution Grid) และสร้างความจำเป็นในการลงทุนด้านระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบบริหารจัดการพลังงาน เพื่อรองรับการไหลของไฟฟ้าแบบสองทิศทางและรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในระดับท้องถิ่น
ที่มา: pv magazine International, 6 พฤษภาคม 2569
ข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ
- บัลแกเรียเปิดตัวระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 150 MW / 601.8 MWh โดยบริษัท Enery ซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปกลางและตะวันออก สะท้อนการเร่งลงทุนด้านเสถียรภาพกริดในภูมิภาค
- โรมาเนียมีกำลังการผลิตติดตั้งของระบบ BESS รวมเกิน 1 GWh แล้ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดกักเก็บพลังงานในยุโรปตะวันออกเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น
- Octopus Energy Generation ประกาศลงทุน 683 ล้านดอลลาร์ในฟาร์มกังหันลมบนบกทั่วยุโรป (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, โปแลนด์) รวมกำลังผลิต 321 MW สะท้อนถึงแนวโน้มการลงทุนข้ามพรมแดนที่แข็งแกร่งในภาคพลังงานสะอาดของยุโรป
- โครงการสายส่งไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (Interconnector) ขนาด 700 MW ระหว่างไอร์แลนด์และฝรั่งเศส “Celtic Interconnector” มีความคืบหน้าสำคัญ โดยเสร็จสิ้นการลากสายเคเบิลฝั่งฝรั่งเศสแล้ว ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงานและบูรณาการตลาดยุโรป
- เยอรมนีประกาศจัดสรรงบประมาณ 5 พันล้านยูโรในรูปแบบ “Carbon Contracts for Difference” เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมหนักในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีการผลิตคาร์บอนต่ำ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนเป็นครั้งแรก
